
การโยกย้ายแบบธรรมาภิบาล
...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
เมื่อถึงฤดูการโยกย้ายข้าราชการปลายปีงบประมาณเพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการของทุกปี สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ คือการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมถึงการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี ทหารและข้าราชการตำรวจว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
ทั้งนี้ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นผู้มีสิทธิในการใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายเพื่อ
“ประโยชน์สุขของประชาชน” จึงต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งจากประชาชนและสื่อมวลชนคำว่า
“ประโยชน์สุข” นี้ ปรากฏขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ซึ่งสะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการปกครองประเทศโดยยึดหลัก “ธรรม” เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามคำนี้ได้ถูกนำมากำหนดเป็น
“เป้าหมาย” ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) โดยตราไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 หมวดที่ 2 “การบริหารงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน” โดยได้นิยามความหมายไว้ว่าหมายถึง
“การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ”นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติไว้ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 ว่า รัฐ
“ต้อง” ดำเนินการตามแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน“...
โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ”พร้อมกันนั้นรัฐธรรมนูญได้อธิบาย
“การ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ไว้อย่างสั้นๆ เข้าใจได้ง่ายว่า “จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงการมีส่วนร่วมของประชาชน”เมื่อถึงจุดนี้อยากเตือนสติหลายคนว่า
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ทั้งข้าราชการฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งทุกคนเป็นบุคคลที่ปฏิบัติราชการด้านการ
“ปกครอง” ต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้อง “ใช้อำนาจ” ที่ได้รับพระราชทานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตามพระราชปณิธาน โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล ด้วยการคำนึงถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้แม้กระทั่งบางเรื่องที่กำหนดให้เป็น
“อำนาจดุลพินิจ” เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ก็ “ต้อง” กระทำอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้ได้บุคคลที่ดีที่สุด เก่งที่สุดมาทำงานให้กับประชาชนโดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการเสนอชื่อเพื่อนำความกราบบังคมทูลแต่งตั้ง
“ต้อง” กระทำด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผู้ใดผู้หนึ่ง และไม่สมควรที่จะประพฤติตนในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อครหาว่า “ใช้อำนาจโดยมิชอบ”แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือในหลายปีที่ผ่านมากระแสการต่อต้านการใช้อำนาจโดยมิชอบในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการมีมากขึ้นทุกที จนมีคนกล้าร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง และศาลได้มีคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครอง
บางท่านอาจแก้ตัวว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการเสนอชื่อขึ้นมา จึงอาจต้องมีการดำเนินคดีเลยไปถึงคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย
เรื่องนี้ถ้ามองกันในด้านจริยธรรม ผู้เสนอชื่อนำความกราบบังคมทูลควรจะลาออกแล้ว เพราะเรื่องนี้ทำให้ระคายเคืองต่อใต้เบื้องพระยุคลบาท
แต่ในบ้านเมืองของเรายังไม่พัฒนาไปถึงจุดนั้น จึงทำให้หลายฝ่ายอยากให้มีการนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอาญา เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานการลงโทษผู้ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบจนทำให้บ้านเมืองเสียหาย
ทั้งนี้ เพราะการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ดีและไม่เก่งเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ จะมีผลทำให้งานที่จะต้องให้บริการประชาชนนั้น
“ไร้ประสิทธิภาพ” ไม่สามารถอำนวยประโยชน์สุขให้กับประชาชนได้ และอาจส่งผลให้ประเทศชาติไม่สามารถพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศข้างเคียงด้วยดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารงานภาครัฐทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง ต้องให้ความสนใจกับธรรมาภิบาลในการโยกย้าย ซึ่งหลักการสำคัญ คือ
“ลดการใช้อำนาจดุลพินิจ” และต้องสามารถตอบได้ว่า บุคคลที่ท่านเสนอชื่อนั้น “ดีกว่าผู้อื่นอย่างไร” “เก่งกว่าผู้อื่นอย่างไร” และ “เป็นธรรมหรือไม่”เมื่อพิจารณาในทางทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์แล้ว มีหลักพื้นฐานคือ
“ใช้คนให้ถูกกับงาน” ซึ่งหมายถึงงานทุกตำแหน่งต้องมีคุณสมบัติประจำตำแหน่งที่ประกอบด้วย ความรู้ ความสามารถ ค่านิยม ทัศนคติ และบุคลิกภาพ แล้วคัดสรรคนให้ได้ตามนั้นยิ่งตำแหน่งสูงๆ มีอำนาจมากๆ คุณสมบัติเหล่านี้ต้องชัดเจนและ
“แคบ” เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลผู้นั้นจะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิผล เป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ศรัทธาของบุคคลทั่วไปสำหรับประเทศไทยของเรา ต้องยอมรับว่ายังไม่มีผู้บริหารที่มาจากนักการเมืองผู้ใดให้ความสนใจกับการนำหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และธรรมาภิบาลมาใช้ในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการอย่างจริงจัง
นอกจากนั้น ยังปล่อยให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ แม้กระทั่งเมื่อมีเสียงคัดค้านจากข้าราชการ ประชาชน และสื่อมวลชน ท่านก็ไม่สนใจ ระบบราชการของเราจึง
“พัฒนาไม่ได้” และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังเช่นที่เห็นในปัจจุบันด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิ สภา จึงได้จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อหาแนวทางในการโยกย้ายแบบธรรมาภิบาลขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. 2553 เป็นต้นมา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่ใช้อำนาจรัฐทุกตำแหน่ง
“ต้อง” ใช้ระบบกรรมการ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการที่หลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งคนในหน่วยงาน นักวิชาการด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญงานในตำแหน่งที่พิจารณาก่อนการประชุมคัดสรรเจ้าหน้าที่งานบุคคลของหน่วยต้องจัดทำประวัติเปรียบเทียบบุคคลที่สมควรเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างน้อย 3 คน โดยให้มีการเปิดเผยประวัติและตารางเปรียบเทียบเส้นทางการรับราชการของทั้ง 3 คน รวมทั้งการประเมินผลงานใน 3 ปีที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน ก่อนการประชุมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนการประชุม
ในการประชุมคัดสรรควรจัดให้มีข้อมูลเกี่ยวกับผลการทดสอบการตัดสินใจเชิงคุณธรรม หรือผลการประเมินคุณลักษณะบุคคล (Aptitude Test) เพื่อใช้ประกอบการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ โดยควรจะมีการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และทดสอบความสามารถในการตัดสินใจ บุคลิกภาพ รวมทั้งการควบคุมอารมณ์ (Emotional QuotientE.Q.) ด้วย
หลังจากการประชุมหน่วยงานที่รับผิดชอบการคัดสรรผู้บริหาร ต้องจัดทำรายงานการประชุมแบบบันทึกคำพูดทุกคำของผู้ร่วมประชุมเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ศาลปกครองและผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบเหตุผลของการแต่งตั้งบุคคลนั้นได้ เมื่อมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรม
นอกจากนั้น รัฐบาลควรนำแนวคิดของประเทศต่างๆ มากำหนดวิธีการคัดสรรผู้บริหารระดับสูง ที่สะท้อนประสิทธิภาพในการคัดสรรผู้บริหารระดับสูงและความโปร่งใส เช่น
ประเทศอังกฤษ ได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมากำหนดวิธีการคัดสรรบุคคลให้นักการเมืองปฏิบัติ เรียกว่า
“สำนักงานคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการของรัฐ” (Office of Commissioner for Public AppointmentOCPA) เมื่อปี 1995 ซึ่งเคยเล่าให้ฟังในบทความนี้แล้วเมื่อเดือน พ.ค. 2553ประเทศอินโดนีเซีย ใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ความชอบธรรมด้วยการให้ผู้บริหารระดับสูงที่ผ่านการคัดสรรของคณะกรรมการแล้ว โดยให้แสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนปวงชนเกี่ยวกับแนวทางการใช้อำนาจรัฐที่ตนได้รับตามกฎหมาย
ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการโยกย้ายข้าราชการแบบธรรมาภิบาล และพยายามกำหนดวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติและประโยชน์สุขของประชาชน
สิ่งที่หลายคนต้องการทราบ คือเมื่อใดผู้รับผิดชอบบ้านเมืองของเราจะคิดทำเรื่องดีๆ แบบนี้บ้าง







