
ความสามารถในการแข่งขัน
...อรุณ จิรชวาลา
สัปดาห์ที่แล้วผมไปร่วมสัมมนาเรื่องการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จัดร่วมกันเป็นปีที่ 2 โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นต้องบอกว่าในการวัดความสามารถในการแข่งขันที่สัมมนาอ้างอิงผลการสำรวจของไอเอ็มดี ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่มีผลงานเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก
ในภาพรวมประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 จากประเทศต่างๆ ที่ถูกประเมินทั้งหมด 58 ประเทศ เท่ากับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 26 เช่นกัน แต่ดีขึ้นจากอันดับที่ 33 และ 27 ใน 2 ปีก่อนหน้านั้น
ประเทศที่ผงาดอยู่ในอันดับ 13 ด้วยคะแนนที่ใกล้เคียงกันมากคือ สิงคโปร์ ฮ่องกง กับสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศอื่นในเอเชียที่อันดับสูงกว่าเราก็มี ไต้หวัน มาเลเซีย จีน กับเกาหลี
เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้เขาจัดอันดับประเทศญี่ปุ่นต่ำกว่าเรา ซึ่งฟังดูก็เป็นเรื่องน่าตลก เพราะถ้าเปรียบกับมวยญี่ปุ่นก็เป็นเฮฟวีเวตที่บุกไปตีตลาดกระจุยมาแล้วทั่วโลก ส่วนเรายังอยู่ในรุ่นฟลายเวต คือต่อสู้กับพวกตัวเล็กๆ ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าที่ญี่ปุ่นได้คะแนนน้อย เป็นเพราะเศรษฐกิจของเขาไม่ค่อยโตและในช่วงหลังค่าเงินแข็งมาก ทำให้ส่งออกไม่ค่อยได้
ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือในขณะที่อันดับของเราคงที่ ประเทศเพื่อนบ้านของเราต่างได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นอย่างถ้วนหน้า เช่น มาเลเซียกับอินโดนีเซียสูงขึ้นถึง 78 อันดับ ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญค่อนข้างมาก
มองเฉพาะประเทศไทย อันดับที่ 26 ของเรามาจากตัวเลขเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหลายๆ หมวด หมวดที่เด่นที่สุดของเราคือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรากระโดดจากอันดับ 14 ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 ทั้งนี้คงเป็นเพราะอัตราการฟื้นตัวใน 23 ไตรมาสสุดท้ายของเราดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรมาสแรกของปี 2553 ซึ่งสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนกว่า 12%
หมวดที่เราอยู่กลางๆ คือ ประสิทธิภาพของรัฐบาล และประสิทธิภาพของธุรกิจเอกชน คืออยู่ในอันดับประมาณ 1820 ส่วนหมวดที่แย่ที่สุดคือ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 46
คะแนนดิบในหมวดโครงสร้างพื้นฐานของเราคือ 23.6 ประมาณครึ่งหนึ่งของจีนที่ได้ 45.4 และไม่ถึงครึ่งของมาเลเซียที่ได้ 51.0 ตลอดจนไม่ถึง 1 ใน 3 ของสิงคโปร์ที่ได้ 75.0
เมื่อไล่ลงไปในรายละเอียดมีหลายเรื่องที่น่าตกใจมาก พวกเราคงทราบกันมานานแล้วว่าพื้นฐานบางเรื่องของเราสู้ประเทศอื่นไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่คงนึกไม่ถึงว่าเราจะอ่อนด้อยและล้าหลังได้ถึงเพียงนี้
ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังเฉพาะเรื่องที่เราอยู่ในอันดับเกือบจะรั้งท้าย คือเกิน 50 จากทั้งหมด 58 ประเทศ ดังนี้
ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทั้งเรื่องสัดส่วนของจีดีพีที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อหัว จำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนคนใช้บรอดแบนด์ และทักษะด้านไอที
ด้านการศึกษา มีเรื่องอัตราส่วนครูต่อนักเรียนและทักษะภาษาอังกฤษ
ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีเรื่องอายุเฉลี่ยของประชากร ดัชนีการพัฒนาของประชากร ค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตลอดจนเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
วิทยากรที่มาจากไอเอ็มดีกล่าวเป็นเชิงเตือนประเทศไทยว่า เราควรคำนึงถึงอนาคตของคนไทยรุ่นลูกรุ่นหลานของเราบ้าง
ผมอยากบอกรัฐบาล หน่วยงานที่รับผิดชอบและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แล้ว ผลการวิจัยของไอเอ็มดีอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็คงไม่ห่างจากความเป็นจริงมากนัก เราควรจะลงมือทำงานกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหา ดีกว่าจะมัวแต่คิดหาข้อแก้ตัว
นายกรัฐมนตรีได้มาแสดงปาฐกถาในงานนี้ด้วย ท่านก็พูดเก่งเช่นเคยตามสไตล์ของท่าน และทำให้ผู้ฟังประทับใจในหลายๆ เรื่อง เช่น รัฐบาลจะปฏิรูประบบภาษีเพื่อลดความซับซ้อนและลดปัญหาการตีความ จะสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งอุตสาหกรรมและบริการที่เรามีศักยภาพสูง เช่นการให้ต่างชาติมาถ่ายทำภาพยนตร์
อาจจะยังไม่มีใครสรุปให้ท่านฟังเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่อ่อนแอมากๆ ของเรา ท่านจึงพูดถึงเฉพาะเรื่องวิจัยและพัฒนา โดยบอกว่ารัฐบาลจะเพิ่มแรงจูงใจให้ จะเพิ่มรายจ่ายเรื่องนี้ในส่วนของภาครัฐ และจะดึงสถาบันการศึกษาให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงและทุกฝ่ายรวมทั้งทางไอเอ็มดีก็เห็นพ้องต้องกัน คือความจำเป็นที่จะต้องปราบคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นโรคร้ายที่กัดกร่อนบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคม ในที่ประชุมมีการพูดถึงการรวมตัวกันของ 200 ธุรกิจขนาดใหญ่ในการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข่าวมาตั้งแต่ก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว
ผมฟังแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ผมเชื่อในความบริสุทธิ์ของท่านในเรื่องนี้ แต่เราก็คงต้องยอมรับกันว่า คนอื่นที่อยู่ในรัฐบาลร่วมกับท่านไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกัน จึงมีข่าวเล็ดลอดออกมาตลอดเวลาเรื่องโครงการในภาครัฐที่มีผลประโยชน์แอบแฝง
คำพูดของนายกรัฐมนตรีเรื่องปราบคอร์รัปชันฟังดูไม่มีน้ำหนักเท่าที่ควร ตลอดจนไม่ต่างจากโวหารของนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองคนอื่นๆ รวมทั้งคนที่ต้องโทษและหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศที่เรารู้จักกันดีด้วย
ในส่วนของ 200 บริษัทขนาดใหญ่ที่จะรวมตัวกันต่อต้านคอร์รัปชัน ผมฟังแล้วก็รู้สึกวังเวงเช่นกัน ลองนึกดูให้ดีจะเห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ยังมีผู้ร่วมกระทำผิดคือผู้เสนอผลประโยชน์ที่เป็นเอกชนอยู่อีกฟากด้วย ให้ผมเดาก็ต้องบอกว่าตัวการใหญ่ๆ ในภาคเอกชนก็อยู่ในกลุ่ม 200 บริษัทนี้แหละครับ







