
อสังหาฯเริ่มผงกหัว 3เดือนแรกยอดขายขยับ
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงจากปัจจัยลบหลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาการเมือง
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงจากปัจจัยลบหลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงอัตราค่าจ้างแรงงาน ราคาที่ดิน และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้พยายามปรับตัวชะลอลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ โดยเน้นการกระจายการ พัฒนาโครงการไปในระดับราคาที่ยังมีความต้องการซื้อแข็งแกร่ง เช่นในตลาดระดับกลางถึงบน รวมไปถึงตลาดเฉพาะที่มีคู่แข่งขันน้อย
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2560 ตลาดอสังหาฯ ก็เริ่มมีสัญญาณบวกให้เห็นจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเริ่มเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการผลักดันการลงทุนของภาครัฐ ทำให้เริ่มจับจ่ายและกลับมาตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยอีกครั้ง หลังจากชะลอการซื้อมาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า การแข่งขันของตลาดอสังหาฯ ในปี 2560 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือบิ๊กเชนจ์ ของผู้ประกอบการระดับท็อปไฟว์ในตลาด ซึ่งมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ทั้งแนวราบและแนวสูงมีมูลค่า 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งจำนวน 30% หรือกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นตลาดระดับไฮเอนด์ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 70-80%
“ในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 3,500 ล้านบาท ในเดือน มี.ค. ยอดขายเติบโตสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรืออยู่ที่ 6,500-6,700 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายของบริษัท เติบโตได้นั้นมาจากตลาดระดับกลาง-บนเป็นหลัก ที่กลุ่มลูกค้าระดับนี้ไม่ประสบปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินนั้นแม้ว่ามีแนวโน้มจะขยับขึ้น แต่ก็ยังถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโต”
ขณะที่ ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ภาพรวมอสังหาฯ ไตรมาสแรกดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกเมื่อปีก่อน โดยเฉพาะเดือน ก.พ.และ มี.ค. ทั้งนี้คาดว่าไตรมาส 2 จะมีการเติบโตต่อเนื่อง เพราะเห็นความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะแผนการลงทุนภาครัฐ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในส่วนภาคเอกชนและผู้บริโภค เชื่อว่าตลาดรวมปีนี้น่าจะโตได้ 3-5% แม้ว่าซัพพลายคอนโดมิเนียมยังมีอยู่พอสมควรประมาณ 5 หมื่นยูนิต แต่กระจายทั่วไป เช่น นนทบุรี-บางใหญ่ ในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง และบางนา-ตราด เป็นต้น คาดว่าจะระบายใน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง ในการระบายสต๊อก
สำหรับตลาดแนวราบราคา 2ล้านบาท ยังเติบโตได้ดี โดยตลาดทาวน์เฮาส์ระดับราคา 1.5-3.5 ล้านบาท ที่ปีนี้มีสัดส่วนในตลาดเพิ่มมากขึ้น คาดว่าใน 2-3 ปีข้างหน้า จะสามารถแซงหน้าตลาดบ้านเดี่ยว เนื่องจากราคาที่ดินมีการปรับตัวอย่างมาก ทำให้ต้นทุนบ้านเพิ่มขึ้น บ้านเดี่ยวในเมืองราคา 3 ล้านบาท จะหายไป และกำลังซื้อจะเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์มากขึ้น
ด้าน ภวรัญชน์ อุดมศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ ระบุว่า การพัฒนาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง อย่างเช่น การพัฒนาทาวน์โฮม ที่ให้ฟังก์ชั่นเหมือนกับบ้านเดี่ยวนั้นมีผู้ประกอบการพัฒนาค่อนข้างน้อย สามารถทำยอดขายในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างน่าพอใจ
“จากการที่บริษัทได้เปิดตัว 3 โครงการใหม่ในไตรมาสแรกสามารถปิดการขายได้ในวันจองถึง 2 โครงการ อีก 1 โครงการสามารถสร้างสถิติใหม่ของวงการด้วยยอดขายสูงกว่า 800 ล้านบาท ภายใน 3 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 25 ก.พ.-12 มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำสถิติใหม่ด้วยยอดขายรวมกันกว่า 2,200 ล้านบาท” ภวรัญชน์ กล่าว
จากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่พยายามพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ พร้อมๆ กับภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้ตลาดอสังหาฯ ในไตรมาสแรกพอที่จะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ และน่าจะดีขึ้นในไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้







