
เลือกตั้งฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสในปัจจุบันมีบทบาทบนเวทีโลกไม่มากนัก แต่ยังมีรัศมีของความยิ่งใหญ่ในอดีต ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ยังเป็นที่สนใจของชาวโลกการเมืองฝรั่งเศสยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยพรรคเล็กพรรคน้อย นักการเมืองทะเลาะกันไปมา ไม่พอใจก็ย้ายพรรคบ้าง ไปก่อตั้งพรรคใหม่บ้าง รวมทั้งบางครั้งก็เพียงก่อตั้งขบวนการทางการเมืองขึ้นมาใหม่ นักการเมืองจำนวนไม่น้อยมีปัญหาด้านจริยธรรม ชีวิตส่วนตัวมีมุมมืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเพศฟังดูคล้ายการเมืองในบ้านเรา แต่ที่จริงมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดและมีนัยสำคัญสูง นั่นก็คือสังคมฝรั่งเศสมีความอดทนต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและวงการข้าราชการน้อยกว่าเรามาก ทำให้ไม่มีกลุ่มการเมืองที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ การแบ่งขั้วส่วนใหญ่เกิดจากการมีความเชื่อในระบอบและวิธีการแตกต่างกันพรรคการเมืองที่สำคัญ คือที่ผลัดกันแพ้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีอยู่ 2 พรรค คือพรรคสังคมนิยมที่มีจุดยืนทางการเมืองเป็นกลางซ้าย กับพรรคอนุรักษนิยมที่จุดยืนเป็นกลางขวา ที่เหลือมีพรรคที่ค่อนข้างใหญ่อีกพรรคเดียว คือพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งขวาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในไม่ช้า คือรอบแรกวันที่ 23 เม
การเมืองฝรั่งเศสยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยพรรคเล็กพรรคน้อย นักการเมืองทะเลาะกันไปมา ไม่พอใจก็ย้ายพรรคบ้าง ไปก่อตั้งพรรคใหม่บ้าง รวมทั้งบางครั้งก็เพียงก่อตั้งขบวนการทางการเมืองขึ้นมาใหม่ นักการเมืองจำนวนไม่น้อยมีปัญหาด้านจริยธรรม ชีวิตส่วนตัวมีมุมมืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเพศ
ฟังดูคล้ายการเมืองในบ้านเรา แต่ที่จริงมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดและมีนัยสำคัญสูง นั่นก็คือสังคมฝรั่งเศสมีความอดทนต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและวงการข้าราชการน้อยกว่าเรามาก ทำให้ไม่มีกลุ่มการเมืองที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ การแบ่งขั้วส่วนใหญ่เกิดจากการมีความเชื่อในระบอบและวิธีการแตกต่างกัน
พรรคการเมืองที่สำคัญ คือที่ผลัดกันแพ้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีอยู่ 2 พรรค คือพรรคสังคมนิยมที่มีจุดยืนทางการเมืองเป็นกลางซ้าย กับพรรคอนุรักษนิยมที่จุดยืนเป็นกลางขวา ที่เหลือมีพรรคที่ค่อนข้างใหญ่อีกพรรคเดียว คือพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งขวาจัด
การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในไม่ช้า คือรอบแรกวันที่ 23 เม.ย. 2017 และหากไม่มีผู้ได้เสียงเกินครึ่ง ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา คือวันที่ 7 พ.ค. ก็จะมีรอบที่ 2 ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด 2 คนแรก
ส่วนผลเป็นทางการจะประกาศวันที่ 11 พ.ค.
กล่าวกันว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้คาดเดายากที่สุดในรอบ 10 ปี ทั้งนี้การจะต้องมีการเลือกตั้ง 2 รอบค่อนข้างชัดเจนแล้ว และ 1 ใน 2 คู่ชิงในรอบที่ 2 ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วเช่นกัน คือตัวแทนฝ่ายขวาจัดชื่อ มารีนเลอเปน เพราะคะแนนนิยมในโพลของเธอค่อนข้างสม่ำเสมอที่ระดับ 25-27% แต่ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนอยู่ที่ใครจะเป็นคู่ชิงของเธอ และไม่ว่าจะเป็นใคร โอกาสที่คนนั้นจะชนะสูงมาก เพราะคะแนนเสียงที่เหลือจากกลุ่มที่นิยมซ้ายและกลุ่มที่อยู่ตรงกลางมีแนวโน้มจะเทให้มากกว่า
ความไม่แน่นอนเริ่มต้นปลายปีที่แล้ว เมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศไม่ลงเลือกตั้งสมัยที่ 2 สาเหตุเกิดจากคะแนนนิยมในตัวเขาตกต่ำมาก
เมื่อปราศจากออลลองด์ ซึ่งมาจากพรรคสังคมนิยม ฝ่ายซ้ายขาดผู้สมัครที่โดดเด่น ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งแบบไพรมารีของฝ่ายซ้าย ชื่อ เบอนัว อามง เป็นนักการเมืองที่ค่อนข้างจะโนเนม และในการโต้วาทีรอบแรกเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลโพลให้เขารั้งท้ายในหมู่ผู้ร่วมโต้วาที 5 คน
หลังออลลองด์ประกาศถอนตัว ความสนใจของสังคมและสื่อพุ่งเป้าไปที่พรรคอนุรักษนิยม เพราะนอกจากจะมีนักการเมืองที่โดดเด่นหลายคน กระแสสังคมยังโน้มเอียงไปทางขวาด้วย
คู่แข่งในช่วงแรกในพรรคอนุรักษนิยมคือ นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดี กับ อาแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรี แต่แล้วก็มีผู้สมัครอีกคนหนึ่ง คือ ฟรองซัวส์ ฟิยง อดีตนายกรัฐมนตรีเช่นกัน ที่คะแนนนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถเขี่ยซาร์โกซีตกไพรมารีรอบแรก และชนะจุปเปแบบขาดลอยในไพรมารีรอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบตัดสิน
แต่ฟิยงได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องอื้อฉาวที่ได้รับการขนานนามว่า เพเนโลเปเกต ตามชื่อภรรยาของเขา โดยเขาถูกกล่าวหาว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งในรัฐบาล เขาว่าจ้างภรรยาเป็นผู้ช่วย เธอกินเงินเดือนหลวงโดยไม่ต้องทำงานจริง หลังเกิดเรื่องคะแนนนิยมในตัวเขาลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับประมาณ 25% เหลือเพียงประมาณ 18% ในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน มีนักการเมืองหนุ่มชื่อ เอมมานูเอล มาครอง อายุน้อยที่สุดในหมู่ผู้สมัคร คือเพียง 39 ปี ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มาก่อตั้งขบวนการชื่อ เดินไปข้างหน้าและประกาศตัวเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่เป็นทั้งซ้ายและขวา แต่อยู่ตรงกลาง มาครอง ซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้งมาก่อน ได้คะแนนนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับฟิยง และหลังการโต้วาทีรอบแรก ซึ่งมีการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างมาครองกับเลอเปน คะแนนนิยมของเขาก็สูสีกับเลอเปนสำหรับการเลือกตั้งรอบแรก และจะชนะขาดในรอบที่ 2
ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้ ดังนี้
หนึ่ง ปัจจัยภายนอกมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก และทำให้กระแสการเมืองเอนเอียงไปทางขวา ที่สำคัญคือกระแสต่อต้านผู้อพยพจากตะวันออกกลางที่กำลังแผ่กระจายไปทั่วยุโรป ด้านหนึ่งเป็นความกลัวการก่อการร้ายโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งล่าสุดมีการออกกฎหมายห้ามผู้หญิงโพกผ้าคลุมหัวในที่สาธารณะ อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการไม่อยากให้เกิดความไม่เสมอภาค และไม่อยากให้มีการจำกัดสิทธิทางศาสนา
การถอนตัวออกจากประชาคมยุโรปของอังกฤษ หรือที่เรียกกันว่าเบร็กซิต ก็ทำให้เกิดกระแสในอีกหลายประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศส ว่าควรถอนตัวเช่นกัน ในกรณีของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในยูโรโซนหรือใช้เงินยูโรด้วย การถอนตัวจะมีผลกระทบแรงกว่ามาก อาจถึงกับทำให้ยูโรโซนแตก
กระแสที่โน้มเอียงไปทางฝ่ายขวาอีกเรื่องหนึ่ง คือการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
สอง เนื่องจากกระแสการเมืองเอนเอียงไปทางขวา จึงไม่น่าแปลกที่การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ที่ได้คะแนนนำในโพลไม่มีนักการเมืองฝ่ายซ้ายอยู่ด้วย และในรอบที่ 2 มีแนวโน้มว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างขวาจัดกับกลาง หรือขวาจัดกับขวากลาง
ข้อสุดท้าย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการนำระบบการเลือกตั้งแบบไพรมารีมาเป็นเครื่องมือในการเฟ้นหาผู้ที่จะเป็นตัวแทนของทั้งกลุ่มกลางซ้ายและกลุ่มกลางขวา ปรากฏว่าระบบใหม่นี้ ซึ่งเลียนแบบสหรัฐ มีบทบาทสูงในทันที ไม่ใช่ทำให้ผู้ชนะในระบบนี้ได้เป็นประธานาธิบดีนะครับ แต่อาจจะตรงกันข้าม คือไม่มีใครจากระบบนี้ผ่านไปจนถึงการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพราะทั้งอามงและฟิยงต่างตกต่ำในโพล แต่ถึงหลายคนในพรรคอาจจะอยากให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทั้งสองคนได้รับฉันทามติจากประชาชนแล้ว







