
สมองกับความชอบ
วันนี้มีงานวิจัยสองชิ้นมาแบ่งปันครับงานวิจัยชิ้นแรกทำโดยนักประสาทวิทยา สาขาการพัฒนาการมนุษย์ ที่ Cornell’s College of Human Ecology โดยมี รศ.แอนเดอร์สัน เป็นหัวหน้าวิจัย ตีพิมพ์ออนไลน์ในวารสาร Nature Neuroscienceในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการพยายามค้นหารูปแบบอย่างละเอียดของกิจกรรมในระบบประสาทภายในสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอารมณ์ ใน Orbitofrontal Cortex (OFC) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดรหัสของระบบประสาทที่เก็บและจดจำความรู้สึกของแต่ละบุคคลการศึกษานี้เขาให้ผู้เข้าร่วมทดลองชมภาพถ่ายและชิมรสชาติต่างๆ แล้วลองนำข้อมูลภาพถ่ายในระบบประสาท มาวิเคราะห์จัดอันดับประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนตามรูปแบบของการถูกกระตุ้น และก็ค้นพบเรื่องราวที่น่าทึ่งว่าสมองของมนุษย์เราได้สร้างรหัสพิเศษให้กับความรู้สึกทั้งที่พอใจและไม่พอใจ หรือทั้งความรู้สึกดีและรู้สึกแย่ ซึ่งสามารถถูกอ่านค่าออกมาได้ถ้าคนสองคนเกิดมีความสุขตอนจิบไวน์รสเลิศ หรือตอนชมพระอาทิตย์ตกดินคล้ายๆ กัน เจ้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นเพราะเรามีรูปแบบการทำงานอย่างละเอียดของระบบประสาทภายใน OFC ที่คล้ายคลึงกันสมองของมนุษย์ได้เปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็น “ร
วันนี้มีงานวิจัยสองชิ้นมาแบ่งปันครับ
งานวิจัยชิ้นแรกทำโดยนักประสาทวิทยา สาขาการพัฒนาการมนุษย์ ที่ Cornell’s College of Human Ecology โดยมี รศ.แอนเดอร์สัน เป็นหัวหน้าวิจัย ตีพิมพ์ออนไลน์ในวารสาร Nature Neuroscience
ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการพยายามค้นหารูปแบบอย่างละเอียดของกิจกรรมในระบบประสาทภายในสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอารมณ์ ใน Orbitofrontal Cortex (OFC) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดรหัสของระบบประสาทที่เก็บและจดจำความรู้สึกของแต่ละบุคคล
การศึกษานี้เขาให้ผู้เข้าร่วมทดลองชมภาพถ่ายและชิมรสชาติต่างๆ แล้วลองนำข้อมูลภาพถ่ายในระบบประสาท มาวิเคราะห์จัดอันดับประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนตามรูปแบบของการถูกกระตุ้น และ
ก็ค้นพบเรื่องราวที่น่าทึ่งว่า
สมองของมนุษย์เราได้สร้างรหัสพิเศษให้กับความรู้สึกทั้งที่พอใจและไม่พอใจ หรือทั้งความรู้สึกดีและรู้สึกแย่ ซึ่งสามารถถูกอ่านค่าออกมาได้
ถ้าคนสองคนเกิดมีความสุขตอนจิบไวน์รสเลิศ หรือตอนชมพระอาทิตย์ตกดินคล้ายๆ กัน เจ้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นเพราะเรามีรูปแบบการทำงานอย่างละเอียดของระบบประสาทภายใน OFC ที่คล้ายคลึงกัน
สมองของมนุษย์ได้เปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็น “รหัสมาตรฐาน” ที่สามารถแสดงอารมณ์ไปตามความแตกต่างของประสาทสัมผัส สถานการณ์ ของแต่ละบุคคลได้
แถมทีมนักวิจัยยังได้ค้นพบอีกว่าไอ้เจ้าความรู้สึกส่วนตัวที่คล้ายกันนี้ ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ตาหรือลิ้นจะให้ผลเกิดเป็นรูปแบบของกิจกรรมของ OFC ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งมันชี้ให้เห็นว่าสมองของเรามีรหัสของอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน ในประสบการณ์ที่แตกต่างของความพึงพอใจ รวมทั้งความไม่พอใจและเจ้ารหัสที่เหมือนกันนี่แหละครับที่กลายเป็นเบาะแสสำคัญชิ้นหนึ่ง
งานวิจัยชิ้นที่สอง เป็นเรื่องของการชอบแบ่งปันเรื่องราวของตัวเอง
การพูดถึงตัวเองนี้ มักเป็นสิ่งที่มนุษย์เราชอบทำเป็นประจำ ทั้งทำแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็ได้ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์โลกที่ชอบโอ้อวดมากๆ เป็นที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบที่เที่ยวแห่งใหม่ การได้ชิมเมนูใหม่ๆ เสื้อชุดใหม่ งานใหม่ รถใหม่ ตำแหน่งใหม่ โรงเรียนใหม่ สารพันเรื่องที่เราพยายามสรรหามาอวด ทั้งแบบเนียนๆ และแบบไม่เนียน เหมือนกับสถานการณ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ทุกคนกำลังโพสต์อวดสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาในนิวส์ฟีด
ในการวิจัยนี้ มีนักประสาทวิทยาสองคนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนามว่า เจสัน มิตเชลล์ และ ไดอาน่า ทามีย์ ได้ลองทำการวิจัยและค้นพบว่าการที่มนุษย์เราได้พูดอวดเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟังนั้นมันช่างทำให้ตัวผู้พูดเกิดความสุขความพึงพอใจอย่างเป็นที่สุด
นักวิจัยทั้งสองคนได้ทดลองใช้วิธีสแกนสมอง ขณะที่ผู้เข้าร่วมการทดลองต้องแสดงความคิดเห็น หรือทัศนคติในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เปรียบเทียบกับการแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวของคนอื่นแล้วพบว่า เมื่อผู้ทดลองได้พูดบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองนั้น มันเกิดกระบวนการไปกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่ตอบสนองคล้ายกับการได้รับรางวัล หรือการได้รับอาหาร
และเมื่อนักวิจัยทั้งสองลองศึกษาเข้าไปลึกๆ ไปถึงกระบวนการพูดถึงตัวเองและการได้รับเงินค่าตอบแทน โดยมีกระบวนการที่จะต้องรอคอยเพื่อได้รับค่าตอบแทนมาเป็นสิ่งขัดขวางการเล่า นักวิจัยทั้งสองคนได้ทำกระบวนการวิจัยโดยละเอียดและค้นพบว่า มนุษย์เรานั้นมีความอยากเล่าสูงและยอมที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนน้อยลง เพียงเพื่อแลกกับการที่จะได้พูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา เรียกได้ว่าถึงแม้จะได้เงินเยอะแต่ต้องปิดปากเงียบเนี่ยเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้
และจากการสังเกตก็พบอีกความจริงที่ว่าในแทบทุกเรื่องราวที่เราเล่าออกไปนั้น ทุกคนที่เล่าจะรู้ว่ามันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเรา ดังนั้นมนุษย์เราจึงไม่อยากเล่าเรื่องที่ทำให้ตัวเองดูโง่เง่า ดูแย่ ดูจน ดูทึ่ม และดูตกยุคในสายตาของคนอื่นๆ
เราอยากเล่าเรื่องที่ทำให้เราดูดี เพราะเราอยากให้ภาพลักษณ์ของเราเองดูดีในสายตาผู้อื่น
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ในนิวส์ฟีด ของสื่อโซเชียลของจะเต็มไปด้วยเรื่องของการอวด ในเรื่องดีๆ เรื่องที่แต่ละคนพึงพอใจ และคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เขาดูดี
งานวิจัยสองชิ้นนี้ ให้บทสรุปสั้นๆ ได้ว่าการได้อวดนั้น มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
เราชอบที่จะอวดสิ่งของ อวดเหตุการณ์ อวดไวน์รสเลิศ อวดพระอาทิตย์ตก การได้อวดสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่ทว่ารหัสของความสุขในสมองเรานั้น (จากงานวิจัยชิ้นแรก) มันเกิดขึ้นคล้ายๆ กัน จนกลายเป็นความรู้สึกร่วม เป็นรหัสความสุขแห่งมวลมนุษยชาติ
รหัสแบบนี้เองที่ช่วยทำคลอดให้กำเนิดสื่อเพื่อการอวด เกิดเรื่องราวที่หลายๆ คนต่างหยิบยกมาอวดจนกลายเป็นเครือข่ายโซเชียลมีเดียที่กำลังมีอิทธิพลกับสังคมในเวลานี้
บ้างอวดเป็นภาพ เป็นคลิป เป็นถ้อยความ ไปจนถึงการถ่ายทอดสด
สองงานวิจัยนี้คงจะพอมีประโยชน์บ้าง ถ้าคุณกำลังพยายามค้นหาถึงคำตอบของความยั่งยืนของสื่อโซเชียลมีเดียว่าจะฮิตอยู่คู่โลกไปอีกนานเพียงใด







