
ก.เกษตรดึงนักวิจัย3ประเทศร่วมศึกษารับโลกร้อน
กระทรวงเกษตรดึงนักวิจัย3ประเทศร่วมศึกษาแนวทางป้องกันรับมือภาวะโลกร้อนหวั่นพืชเกษตรเสียหายระยะยาว
กระทรวงเกษตรดึงนักวิจัย3ประเทศร่วมศึกษาแนวทางป้องกันรับมือภาวะโลกร้อนหวั่นพืชเกษตรเสียหายระยะยาว
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “วิกฤตโลกร้อนกับการเกษตร” ว่า กระทรวงฯอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการป้องกันปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เกาหลี และเนเธอร์แลนด์ นำกรณีศึกษาการรับมือภาวะโลกร้อนแต่ละประเทศให้แลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อนำมารวบรวมและปรับใช้กับประเทศไทย
ทั้งนี้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของพืชเกษตร โดยฉพาะอากาศที่ร้อนจะทำให้ผลผลิตลดลงไป 10 % ซึ่งกรณีของประเทศเนเธอร์แลนด์ให้ความเห็นา อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการอาหารมากขึ้น ดังนั้นต้องปรับระยะเวลาของการเพาะปลูกให้เหมาะสม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ให้มากขึ้น หรือการเลือกพืชเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศของตัวเอง
สำหรับประเทศไทยสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการเรื่องของน้ำให้เพียงพอ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกไม่เป็นปตามฤดูกาลเท่าที่ควร อย่างปีนี้ฤดูฝนมาช้า 2 เดือน ดังนั้นในอนาคตจะต้องศึกษาเพื่อหาพืชเกษตรที่ใช้น้ำน้อยมาเพาะปลูกแทนให้มากขึ้น หรือการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้ใช้น้ำน้อยลง
อย่างไรก็ตามมาตรการป้องกันปัญหาภาวะโลกร้อนของไทยในช่วงที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกข้าว โดยได้เลื่อนการเพาะปลูกข้าวออกไป 2 เดือน เนื่องจากฤดูฝนมาช้ากว่าปกติ และศึกษาเพื่อหาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงมาเพาะปลูกทดแทนในช่วงที่การปลูกข้าวต้องช้ากว่าปกติ
“การจัดประชุมครั้งนี้เพื่อรวบรวมผลงานวิจัยต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการรับมือภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นมาปรับใช้กับไทย ซึ่งจะทำให้เห็นความก้าวหน้าของแต่ละประเทศในการแก้ปัญหา โดยการศึกษาในเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้เห็นวงจรของฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยต้อง 2-3 ปี “นายยุคล กล่าว
นายยุคล กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในขณะนี้ว่ามีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเสียหายอยู่ประมาณ 8 แสนไร่ ใน 10 จังหวัด จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 65 ล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าจะมีพื้นที่เสียหายเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมด แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร โดยเรื่องดังกล่าวภาครัฐได้ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการผันน้ำจากเขื่อนหรือการบรรเทาปัญหาให้กับประชาชน







