
ส่องพลังงานสะอาดปักกิ่ง หวั่นทำอากาศเลวลง?
โดย...ดร.ภิญโญ มีชำนะการที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง เพื่อลดวิกฤตมลภาวะทางอากาศ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการใช้ถ่านหินทั้งในภาคผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก ด้วยปริมาณมากกว่า 4,000 ล้านตัน/ปี โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ปิดไปนั้น เป็นเทคโนโลยีเก่าคือ Sub-Critical Boiler ซึ่งมีอายุการใช้งานมาแล้วเกือบ 18 ปี ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินในกรุงปักกิ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่าและสร้างใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งขณะที่สร้างนั้นมาตรการป้องกันฝุ่นละอองสู่สิ่งแวดล้อมอาจไม่เข้มงวดนักขณะเดียวกันมีแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้จีนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการลดใช้ถ่านหิน และสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่สะอาดกว่ามาแทนที่ และหวังว่าน่าจะสามารถลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นสำหรับต้นตอหรือสาเหตุของปัญหาเรื่องฝุ่นนี้ก็มีมากมายหลายสาเหตุ ผมขอยกตัวอย่าง เช่น1.เนื่องจากกรุงปักกิ่งมีประชากรมาก มีจำนวนรถยนต์ที่ใช้อยู่ประมาณ 5.5 ล้านคัน ซึ่งใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ และปล่อยไอเสียที่เป็นฝุ่นขนาดเล็กมากประมาณ 20-30% ของปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมาก (PM 2.5)2.โรงงานอุตส
โดย...ดร.ภิญโญ มีชำนะ
การที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง เพื่อลดวิกฤตมลภาวะทางอากาศ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการใช้ถ่านหินทั้งในภาคผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก ด้วยปริมาณมากกว่า 4,000 ล้านตัน/ปี โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ปิดไปนั้น เป็นเทคโนโลยีเก่าคือ Sub-Critical Boiler ซึ่งมีอายุการใช้งานมาแล้วเกือบ 18 ปี ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินในกรุงปักกิ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่าและสร้างใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งขณะที่สร้างนั้นมาตรการป้องกันฝุ่นละอองสู่สิ่งแวดล้อมอาจไม่เข้มงวดนัก
ขณะเดียวกันมีแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้จีนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการลดใช้ถ่านหิน และสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่สะอาดกว่ามาแทนที่ และหวังว่าน่าจะสามารถลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้น
สำหรับต้นตอหรือสาเหตุของปัญหาเรื่องฝุ่นนี้ก็มีมากมายหลายสาเหตุ ผมขอยกตัวอย่าง เช่น
1.เนื่องจากกรุงปักกิ่งมีประชากรมาก มีจำนวนรถยนต์ที่ใช้อยู่ประมาณ 5.5 ล้านคัน ซึ่งใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ และปล่อยไอเสียที่เป็นฝุ่นขนาดเล็กมากประมาณ 20-30% ของปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมาก (PM 2.5)
2.โรงงานอุตสาหกรรมทั้งในหรือรอบๆ กรุงปักกิ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่หลายๆ โรง เช่น โรงถลุงเหล็ก โรงงานเคมี โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กิจกรรมเหล่านี้ก่อปัญหาฝุ่น PM 2.5 ประมาณ 25% (ส่วนใหญ่เป็นสารจำพวก Secondary inorganic aerosols, Sulphate and nitrates)
3.โรงไฟฟ้าถ่านหินในกรุงปักกิ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่าและสร้างมานาน รัฐบาลจีนได้พยายามกวดขันโรงไฟฟ้าเหล่านี้มิให้ก่อปัญหามลภาวะอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้วชาวบ้านที่อยู่ในกรุงปักกิ่งและบริเวณรอบนอกยังนิยมเผาถ่านหินเพื่อหุงหาอาหารในบ้านเรือน และเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว ซึ่งไม่มีระบบที่ดักจับฝุ่นขนาดเล็กมากที่ดีพอ จนเกิดปัญหาหมอกฝุ่นที่มักเกิดในช่วงฤดูหนาว โดยฝุ่น PM 2.5 ที่มาจากการเผาถ่านหินคาดว่ามีประมาณ 18%
4.การก่อสร้างที่มีการขยายตัวของอาคารสูงจำนวนมากมายในกรุงปักกิ่งก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นที่ควบคุมได้ยาก ปัญหาฝุ่นละอองจากกิจกรรมก่อสร้างเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่เป็นระบบ นอกจากนั้นก็เกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาไหม้ฟางและของเหลือการเกษตรเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับชาวไร่ชาวนาในมณฑลข้างเคียงกับปักกิ่งอีกด้วย มิหนำซ้ำในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่มีการจุดประทัดและดอกไม้ไฟก็เกิดฝุ่นเล็กๆ เหล่านี้จำนวนหนึ่งด้วย
5.สภาพภูมิประเทศ กรุงปักกิ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง 3 ด้าน ทำให้มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ดักหมอกฝุ่นให้อยู่ในพื้นที่ เมื่อผนวกกับอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาวทำให้การหมุนเวียนของอากาศได้ไม่ดี
จากสาเหตุต่างๆ ที่ผมได้กล่าวมา รัฐบาลจีนได้มีมาตรการแก้ไขปัญหามาแล้วหลายปี มีการเข้มงวดจำนวนรถยนต์ที่ใช้ในกรุงปักกิ่ง และได้สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและใหญ่แล้วไปสร้างใหม่ที่มณฑลอื่น รวมทั้งสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น และเนื่องจากนโยบายของรัฐที่หันมาสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงถ่านหิน
รัฐบาลจีนจึงได้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาดใหญ่เป็นแบบทุ่งกังหัน (Wind Farm) หลายแห่งทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งและในมณฑลมองโกเลียใน ซึ่งพบว่าทุ่งกังหันลมเหล่านี้มีผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ความเร็วลมเฉลี่ยที่ระดับเหนือพื้นดินในกรุงปักกิ่งได้ลดลงจาก 3.7 เมตร/วินาที ในช่วงทศวรรษ 1970 เหลือเพียง 3.0 เมตร/วินาที ในปัจจุบัน (ลดลงประมาณ 20%) เนื่องจากการที่กังหันลมขนาดใหญ่หลายพันต้นไปตั้งขวางทิศทางลม ทำให้ลมที่พัดเข้าสู่กรุงปักกิ่งต้องสูญเสียพลังงานไปส่วนหนึ่งเพื่อผลิตไฟฟ้าให้แก่กังหันลม ทำให้ลมที่จะพัดเข้ามาสู่กรุงปักกิ่งมีความเร็วลดลง ส่งผลให้หมอกฝุ่นกระจายออกจากพื้นที่กรุงปักกิ่งได้ช้าลงไป
นอกจากนั้น ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า อันเกิดจากนานาชาติเรียกร้องกดดันให้จีนหันมาสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแบบ Combined Cycle เพราะจะปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้แย่ลง กล่าวคือ เมื่อเผาก๊าซธรรมชาติจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นน้อยกว่าการเผาถ่านหินก็จริง แต่จะเกิดไอน้ำในปริมาณที่มากมายกว่าการเผาไหม้ถ่านหินหลายๆ เท่า ซึ่งงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จีนบ่งชี้ว่า ไอน้ำหรือละอองน้ำขนาดเล็กมากๆ นี้จะลอยอยู่ต่ำใกล้พื้นผิวโลก จะไปเพิ่มความเข้มข้นของมลภาวะในอากาศบริเวณใกล้พื้นดิน โมเลกุลเล็กๆ ของไอน้ำอาจไปทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งทำให้เกิด Chemical Smog ที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในกรุงปักกิ่งที่รุนแรงเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุผลทั้งหมดตามที่ผมกล่าวมา จะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องหมอกฝุ่นของกรุงปักกิ่งมีสาเหตุหรือต้นตอที่หลากหลาย เมื่อรวมๆ กันจึงทำให้เกิดเป็นปัญหาที่ใหญ่และสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงปักกิ่ง ข่าวบอกว่าหลังจากที่ได้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงสุดท้ายที่ปักกิ่งมาแล้ว 7 วัน จนบัดนี้ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม้แต่โรงเดียว แต่สถานการณ์หมอกควันที่กรุงปักกิ่งก็ยังไม่ดีขึ้น แต่อาจจะกำลังแย่ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ...!!!!
และที่สำคัญคือ ...อุตส่าห์สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและกังหันลมที่หวังว่าจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ...กลับมาเจอ Chemical Smog ที่อาจจะแย่กว่าเดิม แถมเกิดในที่อากาศหมุนเวียนไม่ดีแบบกรุงปักกิ่งเสียอีก...!!!!
จะเป็นประเภท หนีเสือ ...กลับปะจระเข้ ...อีกหรือเปล่า...!!!!!!?????







