
สสท หวั่นไทยเสียอธิปไตยผลิตยาสูบ
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กังวลไทยเสียอธิปไตยผลิตยาสูบ หวั่นต่างชาติแทรกแซง วอนรัฐบาลพิจารณากฎหมายใหม่
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กังวลไทยเสียอธิปไตยผลิตยาสูบ หวั่นต่างชาติแทรกแซง วอนรัฐบาลพิจารณากฎหมายใหม่
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (สสท) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ จัดเวทีแถลงข่าวในหัวข้อเรื่อง "ร่างกฎหมายใหม่เปิดทางให้มีการแปรรูปโรงงานยาสูบนำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยในการควบคุมยาสูบของประเทศไทย"
นายวศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ให้ความเห็นถึงร่างกฎหมายการยาสูบว่า เมื่อปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม) มีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการยกฐานะจากโรงงานยาสูบจากที่ไม่ใช่นิติบุคคลให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อการทำธุรกรรมต่างๆ ของโรงงานยาสูบ แต่มีข้อควรระวังคือ การซ่อนข้อกฎหมายที่เปิดช่องให้อุตสาหกรรมยาสูบต่างชาติ สามารถเข้ามาครอบนำกิจการยาสูบของไทย ซึ่งจะเป็นการไม่ควรอย่างมากที่จะให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น หรือมากำหนดนโยบายการควบคุมยาสูบของประเทศไทย
นายวศิน กล่าวว่า น่ากังวลต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทยในมิติของร่างกฎหมายฉบับนี้ หากมีการใช้ตราสารเพื่อใช้ในการลงทุน ต้องมีความชัดเจนว่าเป็นตราสารประเภทใด โดยอาจจะส่งผลให้ไทยเป็นเจ้าของตราสารโดยชอบธรรมแต่ไม่มีอำนาจควบคุมใดๆในอุตสาหกรรมยาสูบ แม้การออกตราสาร การจัดตั้งบริษัท การเข้าถือหุ้น หรือการลงทุน ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมยาสูบต่างชาติจะไม่เข้ามาแทรกแซงโดยอาศัยอิทธิพลและอำนาจของเงินที่มีอยู่
ด้านรศ.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักเศรษฐศาสตร์ สสท. เปิดเผยว่า ผลทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพของประชาชน ในเรื่องการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งมาตลอด โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตมักสนุบสนุนให้มีการผลิตเพื่อหารายได้ ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขจะเห็นตรงข้ามธนาคารโลก ซึ่งเป็นองกรณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจระดับโลกตระหนักถึงผลดีผลเสียของการสูบบุหรี่มานานแล้ว ในปี 2535 ได้กำหนดนโยบายไม่ให้ประเทศสมาชิกกู้ยืมเพื่อการผลิตยาสูบ รวมถึงการนำเข้าหรือการตลาดสำหรับสินค้าไม่ว่าจะเพื่อการบริโภคในประเทศหรือเพื่อส่งออก
รศ.ดร.สุชาดา ระบุว่า จากการพิจารณาขนาดของธุรกิจยาสูบในปี 2558 บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่อย่าง PM มียอดขายทั่วโลก 2.6 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลไทยมีรายได้สุทธิจากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการรายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่นๆรวมกัน 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งโรงงานยาสูบมียอดขายในปีเดียวกันเพียง 6.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.36% ของยอดขายของ PM เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามคิดเป็นยอดขายในต่างประเทศ 50 ล้านบาท
ขณะที่ นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยฯ กล่าวว่า เมื่อโรงงานยาสูบของรัฐต้องเปลี่ยนเป็นโรงงานยาสูบของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ความเสียหายทางด้านสาธารณสุขจะเกิดขึ้นคือ อัตราการสูบบุหรี่และจำนวนผู้สูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูกลง และกลยุทธ์การขายของบริษัทต่างชาตินั้นแข็งแรง อีกทั้งเยาวชนไทยจะเริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุที่น้อยลง ซึ่งจากการศึกษาของอังกฤษพบว่า ในประเทศยุโรปกลาง และตะวันออก มีการบริโภคยาสูบเพิ่มขึ้นถึง 8.2% ระหว่างปี 2538 ถึง 2543
ทั้งนี้หลังจากบริษัทบุหรี่ข้ามชาติไปตั้งโรงงานการผลิตบุหรี่ประมาณปี 2535 ปรากฏว่าอัตราการสูบบุหรี่ของเพศชาย เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 2536 เป็น 43% ในปี 2537 และเพศหญิงมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้นจาก 10% เป็น 25-30% อย่างไรก็ตามรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรที่จะพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการยาสูบใหม่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถควบคุมการผลิตและผลประโยชน์ตกเป็นของประเทศ







