
คนตกยุค
ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนตกยุคตกสมัยไปเมื่อวันสองวันนี้หลังจากคุยกับลูกสาวที่ปกติไม่ค่อยได้คุยกันเพราะตอนเช้าผมออกไปขี่จักรยานออกกำลังกาย
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนตกยุคตกสมัยไปเมื่อวันสองวันนี้หลังจากคุยกับลูกสาวที่ปกติไม่ค่อยได้คุยกันเพราะตอนเช้าผมออกไปขี่จักรยานออกกำลังกาย ส่วนลูกๆ ก็ขับรถออกไปทำงานกลับมาก็ต่างคนต่างไปพักผ่อนหลับนอนไม่เจอกัน
สาเหตุคือลูกสาวมาคุยด้วยว่ามีพวกล่าหัว หรือ Head Hunter มาชักชวนให้ไปทำงานที่บริษัทอื่นอีกหลังจากที่เปลี่ยนงานมาแล้ว 4 ครั้งในเวลา 6 ปี และที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็เพิ่งทำมาเพียงปีเศษเท่านั้น
พอได้ยินว่าลูกมีความคิดที่จะเปลี่ยนงานอีก ผมก็เริ่มทำตัวเป็นฝ่ายค้านว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆ น่าจะทำให้เสียประวัติการทำงาน ถ้ามีการสัมภาษณ์ก่อนเข้าทำงาน เขาอาจไม่รับให้เข้าทำงานด้วย
เขา (หรือนางถ้าให้ทันสมัย) ก็ย้อนถามผมว่าทำไมการเปลี่ยนงานบ่อยๆ จะทำให้เสียประวัติ ผมก็เริ่มเทศนาสั่งสอนตามความเข้าใจของผมที่เชื่อฝังใจมานานว่า การเปลี่ยนงานบ่อยๆ แสดงถึงการขาดความจงรักภักดี (Loyalty) ในองค์กร หรืออย่างน้อยไม่มีความอดทนที่จะเรียนรู้หาประสบการณ์ในการทำงาน และที่สำคัญคือทำให้การไต่บันไดขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นยากขึ้นเพราะขาดอาวุโสหรือซีเนียริตี้
เขาหรือนางได้ฟังผมเทศนาเสร็จคงรู้สึกว่าพ่อน่าจะเป็นมนุษย์ต่างด้าว เพราะเขาไม่เข้าใจว่าพ่อกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ และตั้งคำถามกลับมาที่มนุษย์ต่างด้าวอย่างผมฟังแล้วก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ว่าที่พ่อบอกว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ทำให้เสียประวัติการทำงานนั้นพ่อน่าจะเอาประสบการณ์เมื่อ 20-30 ปี ที่แล้วมาใช้กับโลกยุคดิจิทัล 4.0 เพราะสมัยนี้ ถ้าในประวัติมีการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ยิ่งทำให้มีโอกาสหางานได้รับออฟเฟอร์ที่ดีมากขึ้น เพราะแสดงว่า มีความสามารถที่จะทำงานได้หลายอย่าง ทุกสถานที่และกับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ ถ้าใคร 15 ปี เปลี่ยนงานทีเหมือนพ่อ รับรองว่าสมัยนี้เปลี่ยนงานไม่ได้ ต้องทนดักดานทำงานอยู่ที่เดิมเพราะแสดงว่าขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้
ผมฟังนางว่าแล้ว คิดว่าถ้าไม่ใช้อำนาจความเป็นพ่อปิดปากห้ามเขาพูดแล้ว ผมคงเถียงกันไม่รู้จบ เพราะพื้นฐานที่ใช้ในการตัดสินว่าใครถูกใครผิดมันคนละฐาน ก็เลยข้ามประเด็นเสียประวัติไปเรื่องความจงรักภักดีต่อองค์กรที่ทำงานด้วยว่า เราควรมีความจงรักภักดีต่อองค์กรเพราะเขาจ่ายเงินเดือนให้เรา ให้สวัสดิการเรา และที่สำคัญคือให้งานเราทำ
มาแบบเดิมคือนางถามผมกลับว่าทำไมลูกจ้างอย่างนางต้องภักดีต่อองค์กร ทำไมองค์กรไม่มีหน้าที่ต้องภักดีต่อนาง หรือลูกจ้างบ้าง ทำไมเวลาบริหารงานไม่ดีบังคับให้ลูกจ้างออกจากงาน ลดเงินบริษัทขาดทุนถึงเดือน ไม่จ่ายโบนัสตามที่สัญญากันไว้ เป็นความผิดของลูกจ้างหรือนายจ้างกันแน่ และถ้านางหรือลูกจ้างทำงานให้เต็มกำลังความสามารถคุ้มกับเงินเดือน แล้วยังไม่ถือว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีแล้วหรือ ส่วนถ้าลูกจ้างอย่างนางจะตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่ที่ให้เงินเดือนมากกว่า ให้โอกาสก้าวหน้าดีกว่า จะถือว่าไม่จงรักภักดีต่อองค์กรได้อย่างไร
ฟังแล้ว ผมไม่รู้จะโต้เถียงลูกต่อไปในเรื่องความจงรักภักดีตามที่ผมเคยเข้าใจและยึดถือเป็นแนวทางการทำงานมาตลอดหลายสิบปีได้อย่างไร เพราะเหมือนเดิมครับ คือ พื้นฐานในการมองปัญหาต่างกัน เลยใช้วิธีเบี่ยงเบนประเด็นอีกว่า การเปลี่ยนงานบ่อยทำให้เสียโอกาสเรียนรู้หาประสบการณ์ในการทำงานให้เชี่ยวชาญที่เคยเชื่อกันว่าเก่งอะไรขอให้เก่งจริงอย่างเดียวก็พอแล้ว ที่จะใช้ทำมาหากินได้ตลอดชั่วชีวิต
คำถามของนางคือ พ่อบอกลูกว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ทำให้เสียโอกาสเรียนรู้หาประสบการณ์ให้เก่งงานนั้น สู้ไปเรียนรู้หาประสบการณ์หลายๆ อย่างจากหลายๆ แหล่งหลายที่ทำงานไม่ดีหรือ แทนที่จะเก่งงานเดียวน่าจะเก่งหลายงานกว่า รู้จักผู้คนมากกว่า มีโอกาสสร้างเครือข่ายในการทำมาค้าขาย และทำงานได้ดีกว่า ทำไมต้องใช้เวลานานมากถึงจะทำงานเก่ง และถ้าเก่งงานเดียวถ้าบริษัทหรือนายจ้างที่เขาไม่มีหน้าที่ต้องภักดีต่อลูกจ้างเขาให้ออกจากงานแล้ว จะทำมาหากินอะไร นอกจากเปิดร้านขายกาแฟที่เผลอยังทำไม่เป็นเพราะเอาแต่ทำงานอย่างเดียวในบริษัทเดียวหลายๆ ปี
ยิ่งพอพูดถึงการไต่เต้าขั้นบันไดเป็นผู้บริหารระดับสูงถ้าอยู่นานมีอาวุโสสูงแล้ว เขาหรือนางลูกสาวผมคนนี้คงมั่นใจว่าพ่อเป็นคนตกยุคหรือมนุษย์ต่างด้าวแน่ เพราะเขาถามกลับว่าทำไมถ้าการไต่เต้าขึ้นเป็นบริหารถึงจะต้องขึ้นอยู่กับอาวุโสในการทำงาน และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงในบริษัทแห่งนี้เขาเคยทำงานด้วยมีมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงทำงานอยู่มากมายแปลว่าตราบใดที่ยังมีคนอาวุโสกว่าทำงานอยู่ ไม่ว่าเขาจะทำงานให้บริษัทดีแค่ไหนก็ไม่มีโอกาสก้าวหน้าขึ้นบันไดใช่ไหม
ฟังแล้ว ถ้าเผอิญอยู่ในออฟฟิศเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมคงเตือนว่าคนเราควรนับถือผู้ที่มีอาวุโสกว่าเรา พูดอย่างนี้แปลว่าไม่เคารพนับถือผู้ที่อาวุโสกว่า
ดูเหมือนว่าลูกสาวเจ้าปัญหาของผมคนนี้จะทราบว่าผมนึกอะไรอยู่ รีบบอกว่า ถึงจะพูดอย่างนี้แต่เวลาทำงานด้วยกันในออฟฟิศเขาก็ให้เกียรติคนที่ทำงานอยู่ก่อนหรือคนที่มีอายุมากกว่าอย่างที่ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนและพ่อแม่สอนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเคารพไม่ว่าผู้อาวุโสจะทำงานผิดทำงานถูกทำงานเช้าชามเย็นชามจนต้องรอให้เกษียณไปก่อนถึงจะขึ้นไปทำงานแทนใช่ไหม
สำหรับประเด็นนี้ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย เพราะเคยทำงานและได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งแซงผู้อาวุโสมากับตัวเอง เพราะเผอิญมีผู้บังคับบัญชาที่เป็นคนต่างชาติ ผู้บริหารที่เป็นเจ้าของกิจการเองจึงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้างเหนือสิ่งอื่นใดแม้ว่าจะเน้นเรื่องความจงรักภักดีในการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งซึ่งสมัยนั้นผมมีคุณสมบัติข้อนี้เต็มเปี่ยม ไม่แพ้คนอื่นในรุ่นราวคราวเดียวกัน
ก็ขอจบวิวาทะระหว่างลูกสาวกับผมเพียงแค่นี้ ใครผิดใครถูกท่านผู้อ่านช่วยตัดสินก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ คือเราได้เข้าสู่ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตลอดจนแนวความคิดแห่งวิถีในการดำรงชีวิตแล้ว คนตกยุคอย่างผมคงต้องคิดใหม่ทำใหม่ให้ทันคนรุ่นใหม่บ้างแทนที่จะยึดติดความเชื่อเดิมใช่ไหมครับ







