posttoday
หวั่น ‘เมดอินไชน่า 2025’ ครอบเอกชนต่างชาติ

หวั่น ‘เมดอินไชน่า 2025’ ครอบเอกชนต่างชาติ

28 มีนาคม 2560

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้าราคาย่อมเยาขนาดใหญ่ของโลก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ดี ความพยายามของรัฐบาลจีนในการเปลี่ยนจากประเทศที่เน้นการผลิตปริมาณมากเป็นหลัก สู่การผลิตสินค้าคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์ไอที ได้สร้างความหวาดหวั่นให้ทั่วโลกว่าภาคธุรกิจอาจตกอยู่ใต้การครอบงำของจีน จากการผลักดันให้เอกชนจีนเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติ แล้วถ่ายโอนเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นของตน ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในตลาดโลกทั้งนี้ รัฐบาลจีนต้องการผลักดันการสร้างโรงงานอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรม จากราว 0-30% ในปัจจุบัน เป็น 70% ภายในปี 2025 โดยที่ผ่านมาจีนพึ่งพาเทคโนโลยีและการผลิตวัตถุดิบดังกล่าวส่วนใหญ่จากต่างชาติมาโดยตลอด ซึ่งสร้างความกังวลให้ทางการจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในขณะนี้ จากท่าทีปกป้องการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้การซื้อหาวัตถุดิบจากต่างชาติทำได้ยากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่จีนประกาศแผน “เมดอินไชน่า 2025” เมื่อปี 2015 ซึ่งได้เค้าโครงมาจากแผนอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี รัฐบาลดำเนินการปรั

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้าราคาย่อมเยาขนาดใหญ่ของโลก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ดี ความพยายามของรัฐบาลจีนในการเปลี่ยนจากประเทศที่เน้นการผลิตปริมาณมากเป็นหลัก สู่การผลิตสินค้าคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์ไอที ได้สร้างความหวาดหวั่นให้ทั่วโลกว่าภาคธุรกิจอาจตกอยู่ใต้การครอบงำของจีน จากการผลักดันให้เอกชนจีนเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติ แล้วถ่ายโอนเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นของตน ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในตลาดโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนต้องการผลักดันการสร้างโรงงานอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรม จากราว 0-30% ในปัจจุบัน เป็น 70% ภายในปี 2025 โดยที่ผ่านมาจีนพึ่งพาเทคโนโลยีและการผลิตวัตถุดิบดังกล่าวส่วนใหญ่จากต่างชาติมาโดยตลอด ซึ่งสร้างความกังวลให้ทางการจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในขณะนี้ จากท่าทีปกป้องการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้การซื้อหาวัตถุดิบจากต่างชาติทำได้ยากยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่จีนประกาศแผน “เมดอินไชน่า 2025” เมื่อปี 2015 ซึ่งได้เค้าโครงมาจากแผนอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี รัฐบาลดำเนินการปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมไปเป็นระยะๆ และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง สังเกตได้จากการส่งออกสินค้าไอทีของจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกสินค้าไฮเทคเพิ่มจาก 3% ในปี 2000 มาอยู่ที่ 19.5% เมื่อปี 2015 แซงหน้าสัดส่วนดังกล่าวของสหรัฐที่ 16.8%

พัฒนาการด้านการผลิตดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาณเตือนขั้นต้นสำหรับเอกชนต่างชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายให้จีนเข้าไปครอบงำเทคโนโลยีและธุรกิจ โดย ดีลโลจิก บริษัทจัดทำข้อมูลการซื้อกิจการทั่วโลกสัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า ในปี 2016 เอกชนจีนทำข้อตกลงเข้าซื้อกิจการบริษัทต่างชาติกว่า 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.77 ล้านล้านบาท) พุ่งขึ้นถึง 500% จากช่วงปี 2009 โดยภาคส่วนที่เป็นเป้าหมายการควบรวมกิจการของเอกชนจีนมากที่สุด คือ ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจของระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยหากจีนสามารถครอบครองเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ หมายความว่าการสร้างโรงงานผลิตอัจฉริยะที่เป็นความมุ่งหมายหลักของแผนเมดอินไชน่า 2025 จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2014 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีน 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.15 ล้านล้านบาท) ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งเป็นเงินที่นำไปใช้ในการเข้าซื้อกิจการต่างชาติด้วย

การเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติของเอกชนจีน ไม่เพียงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเช่นกัน โดยในช่วงปีที่แล้ว ยุโรปและสหรัฐพยายามสกัดอิทธิพลของทุนจีนด้วยการไม่อนุมัติการเสนอซื้อธุรกิจ ไอซ์ทรอน ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งมีธุรกิจในสหรัฐด้วยนั้น วงเงิน 670 ล้านยูโร (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) จากบริษัทกองทุน ฝูเจี้ยน แกรนด์ ชิป อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ จากจีน นอกจากนี้สหรัฐยังระงับการซื้อหุ้น 80% ในหน่วยธุรกิจลูมิเลดส์ ผู้ผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ในเครือของบริษัท ฟิลิปส์ ผู้หลอดไฟสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ดี ความพยายามดังกล่าวยังไม่มากเพียงพอที่จะสกัดการแผ่อิทธิพลของเอกชนจีน โดย ลีฟวิ่งสโตน บริษัทที่ปรึกษาด้านการเข้าซื้อและควบรวมธุรกิจ เปิดเผยว่า ในปี 2016 การเข้าซื้อกิจการต่างชาติโดยเอกชนจีนเพิ่มขึ้น 30% ในสหรัฐ และพุ่งไปอยู่ที่ 215% ในยุโรป ซึ่งเมื่อแบ่งตามประเทศแล้ว เอกชนจีนเพิ่มการซื้อกิจการบริษัทในเยอรมนีเกือบ 250% เมื่อเทียบรายปี

นอกเหนือจากการใช้ทางลัดอย่างการกว้านซื้อกิจการต่างชาติแล้ว จีนยังสนับสนุนให้ 3 เอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้แก่ ไป่ตู้ อาลีบาบา และเทนเซนต์ ที่เรียกรวมกันในชื่อ BAT และมีมูลค่าตลาดรวมกันราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 20 ล้านล้านบาท) ขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก โดยเอกชน 3 แห่ง ทำธุรกิจหลากหลายประเภทในจีน เน้นที่ภาคอุตสาหกรรมเกิดใหม่เป็นหลัก เช่น ไอที อี-คอมเมิร์ซ และอี-เพย์เมนต์ โดยการผลักดันดังกล่าวทำให้เอกชนชาติอื่นๆ รายเล็กกว่าแข่งขันยากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งในจีนที่รัฐบาลวางมาตรการจำกัดการเข้าถึงตลาด และในตลาดโลก 

ไม่เพียงแค่จัดงบพิเศษหนุนเอกชนขยายธุรกิจเท่านั้น จีนยังมีโครงการดึงดูดหัวกะทิจากนานาชาติ ชื่อ “ทาวเซนด์ ทาเลนท์ส” โครงการระยะยาวที่ริเริ่มมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยเสนอเงิน 1.44 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 4.95 ล้านบาท) พร้อมการันตีโรงเรียนสำหรับลูกๆ และตำแหน่งงานให้คู่สมรส ให้บุคลากรหัวกะทิจากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานสะอาด ไปจนถึงเทคโนโลยีความมั่นคง เข้าพัฒนาเทคโนโลยีและจดสิทธิบัตรนวัตกรรมต่างๆ ในจีน โดยไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า บุคลากรต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ในสิทธิบัตรต่างๆ ราว 40%

โครงการผลักดันนวัตกรรมต่างๆ และการเร่งเดินหน้าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมของจีนเมื่อไม่นานนี้ จึงทำให้หลายชาติ อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ ออกมาแสดงความกังวล เนื่องจากแผนการดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อจีนเพียงประเทศเดียว จัดเป็น “เศรษฐกิจชาตินิยม” ที่ไม่แพ้การปกป้องทางการค้าของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐ และจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท