
เมืองขยายตัวภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่เวทีโลกกังวล
ปัญหาชุมชนแออัดของทุกประเทศในภูมิภาค คือแหล่งกำเนิดของปัญหาเมือง เช่น ปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตที่จะนำไปสู่ปัญหาสังคมในภาพกว้าง....
ปัญหาชุมชนแออัดของทุกประเทศในภูมิภาค คือแหล่งกำเนิดของปัญหาเมือง เช่น ปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตที่จะนำไปสู่ปัญหาสังคมในภาพกว้าง....
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ช่วงเดือนกันยายนของทุกปีจะมีการจัดเวทีคู่ขนานด้านสาธารณสุขระดับโลก คือ การประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (28th Meeting of Ministers of Health : HMM) และ การประชุมคณะกรรม การภูมิภาคขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (63rd WHO Regional Committee for South East Asia : RC) ขึ้น โดยมีตัวแทนจาก 11 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน เกาหลีเหนือ อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ พม่า เนปาล ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และไทยซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ
กรอบการประชุมในครั้งนี้ เพื่อหารือและผลักดันนโยบายความร่วมมือสาธารณสุข พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระดับภูมิภาคให้สอดคล้องกับมติสมัชชาอนามัยโลก โดยได้หยิบยก 9 ประเด็นขึ้นพิจารณา อาทิ การส่งเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บ การควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ เช่น ทางเดินหายใจ ท้องร่วงเฉียบพลัน โรคหัด โรคโปลิโอ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหาร
แต่หัวใจของการประชุมที่ทุกฝ่ายเน้นย้ำถึงความสำคัญ และพร้อมประสานความร่วมมือเพื่อแสวงหาแนวทางการขจัดปัญหาซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ “ความเป็นเมืองและสุขภาพ”
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง ซึ่งจากสถิติชี้ชัดว่าอีก 20 ปี หรือภายในปีค.ศ.2030 ทั่วโลกจะมีประชากรย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองถึง 67% ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย พบอัตราการเติบโตของประชากรในเขตเทศบาลถึง 36.11%
“ปี 2030 ประชากรทั่วโลกทุก 10 คน จะมี 6 คนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง การขยายตัวของเมืองที่ไม่มีการวางแผนถือเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่คุกคามการสาธารณสุขในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นที่มาของ “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ว่าด้วยความเป็นเมืองและสุขภาพ” รมว.สาธารณสุขฉายภาพภัยคุกคามและสรุปมติของที่ประชุม
สำหรับปฎิญญากรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น 12 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ความสำคัญว่าเมืองที่ขาดการวางแผนเป็นปัญหาหลักของการสาธารณสุข 2.ประเมินผลกระทบด้านสาธารณสุขที่เกิดจากการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะเขตเมือง 3.สนับสนุนการดำเนินงานแบบองค์รวมและสหสาขาวิชาจากทุกภาคส่วน 4.ส่งเสริมการลงทุนสำหรับจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อลดช่องว่างและความไม่เท่าเทียมของประชาชนในเขตเมือง
5.กระจายทรัพยกรในเขตเมืองให้ครอบคลุม 6.ส่งเสริมการพัฒนาระบบขนส่งและระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนในเขตเมือง 7.เสริมสร้างศักยภาพในระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเมือง 8.สนับสนุนการทำงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ 9.ส่งเสริมความเข้าใจของประชาชนเมืองเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบของความเป็นเมืองและแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน
10.ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เพื่อลดช่องว่างพร้อมทั้งส่งเสิรมสุขภาพให้ประชาชน 11.วางแผนด้านการพัฒนาสุขภาพเมือง โดยคำนึงถึงสุขภาพทางกาย สุขภาวะทางสังคม จิตใจ และอารมณ์ 12.ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อหาสาเหตุของการย้ายถิ่งจากชนบทสู่เมือง และลดความกดดันในการย้ายถิ่น
นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายเพิ่มว่า ปฎิญญากรุงเทพฯ จะแบ่งการปฏิบัติของประเทศสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่ม คือประเทศที่มีความสามารถพื้นฐานในการดำเนินการเองได้ และประเทศที่จำเป็นต้องช่วยกระตุ้นเพื่อให้สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง 2 กลุ่มประเทศถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด
นพ.สำลี เห็นว่า ปัญหาชุมชนแออัดของทุกประเทศในภูมิภาค คือแหล่งกำเนิดของปัญหาเมือง เช่น ปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตที่จะนำไปสู่ปัญหาสังคมในภาพกว้าง รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อาทิ การวางโครงสร้างเพื่อรับมือกับการขยายตัวของเมือง เพราะหากปล่อยให้เมืองขยายตัวไปตามยถากรรมก็จะไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีมาตรการพัฒนาพื้นที่ชนบทเพื่อสกัดกั้นการหลั่งไหลของประชากรเข้าสู่ตัวเมืองด้วย
พญ.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก มองว่า เขตเมืองถือเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ และสร้างวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ปัญหาความยากจนในเขตเมือง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนแออัด ยังเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพจิตเสื่อมโทรม ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาความรุนแรง รวมทั้งปัญหาโรคระบาดที่มาจากความแออัดในเขตเมืองด้วย
“ความยากไร้ของสังคมเมืองและความเสื่อมโทรม จะเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นกับความไม่สงบทางสังคม ความผิดปรกติทางจิต อาชญกรรม ความรุนแรงและการระบาดของโรค โดยความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพนับเป็นตัวชี้วัดทางสังคมที่ดีที่สุด”ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกระบุ
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนว่า ยินดีที่จะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กับมิตรในภูมิภาค โดยพร้อมให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลกเพื่อจัดการกับโรคติดต่อ ก่อนที่โรคจะคุกคามประชาชน
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือต่างๆ จะต้องเป็นเวทีที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดความกระตือรือร้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินการได้รับความสำคัญในทุกมิติ







