
คนไทยยากจนกว่า 15 ล้านคน แต่เป็นชาติที่มีความสุขติดอันดับโลก
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางความวุ่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจการเดินหน้าการปรองดองซึ่งยังจบไม่ได้ การล่องหนของอดีตพระดังของวัดพระธรรมกาย การออกหมายจับโกตี๋และพรรคพวกหลังจากพบอาวุธมากมาย แต่ก็ยังมีข่าวทางสร้างสรรค์ให้คนไทยพอออกมายิ้มได้บ้าง เกี่ยวกับ “เครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDSN” โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รายงานดัชนี “World Happiness Report 2017” จัดให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 19 จาก 20 ของชาติที่มีความสุขเพิ่มมากสุดของโลก และเป็นลำดับที่ 32 ของโลกในอาเซียนเป็นรองแค่สิงคโปร์เท่านั้นปัจจุบันความสุขเป็นดัชนีวัดความก้าวหน้าทางสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ถูกกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะควบคู่กับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สำหรับคะแนนที่ไทยได้พิจารณาจากรายได้ต่อประชากรที่สูงขึ้น อายุเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ของโลก การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น การกินดีอยู่ดี การเป็นสังคมที่เกื้อกูลกันและด้านเศรษฐกิจพอเพียง งานนี้คงต้องชูนิ้วให้กับนายกฯ ลุงตู่ ถึงบางเรื่องผมอาจไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เกี่ยวกับการยุติความวุ่นวายและการเดินหน้าประเทศไท
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ท่ามกลางความวุ่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจการเดินหน้าการปรองดองซึ่งยังจบไม่ได้ การล่องหนของอดีตพระดังของวัดพระธรรมกาย การออกหมายจับโกตี๋และพรรคพวกหลังจากพบอาวุธมากมาย แต่ก็ยังมีข่าวทางสร้างสรรค์ให้คนไทยพอออกมายิ้มได้บ้าง เกี่ยวกับ “เครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDSN” โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รายงานดัชนี “World Happiness Report 2017” จัดให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 19 จาก 20 ของชาติที่มีความสุขเพิ่มมากสุดของโลก และเป็นลำดับที่ 32 ของโลกในอาเซียนเป็นรองแค่สิงคโปร์เท่านั้น
ปัจจุบันความสุขเป็นดัชนีวัดความก้าวหน้าทางสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ถูกกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะควบคู่กับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สำหรับคะแนนที่ไทยได้พิจารณาจากรายได้ต่อประชากรที่สูงขึ้น อายุเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ของโลก การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น การกินดีอยู่ดี การเป็นสังคมที่เกื้อกูลกันและด้านเศรษฐกิจพอเพียง งานนี้คงต้องชูนิ้วให้กับนายกฯ ลุงตู่ ถึงบางเรื่องผมอาจไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เกี่ยวกับการยุติความวุ่นวายและการเดินหน้าประเทศไทยอันนี้เป็นเครดิตที่ต้องให้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีความสุข คงหนีไม่พ้นเรื่องปากท้องหากจะกินจะใช้ไม่พอ หนี้สินครัวเรือนบานตะไทอย่างนี้จะมีความสุขได้ไหม ที่ไม่น่าเชื่อถึงวันนี้ พ.ศ.นี้ ยังมีคนยากจนอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก เห็นได้จากจำนวนผู้ลงทะเบียนมีรายได้ต่ำรอบแรกปีที่แล้วมีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน และรอบสองระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค. 2560 อาจมีมากกว่า 7 ล้านคน จำนวนนี้สอดคล้องกับตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งได้เคยประเมินไว้เมื่อปี 2558 ว่าประเทศไทยมีคนจนและเกือบจนรวมกันประมาณ 15.328 ล้านคน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรสูงมากจนไม่อยากจะเขียนลงไป
หากเจาะลึกลงไปถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้มาลงทะเบียนเป็นคนมีรายได้ต่ำเพื่อที่จะรับเงินช่วยเหลือ 1,500-3,000 บาทจากรัฐบาล โดยกำหนดว่าคนที่มีรายได้น้อยรับเงินสวัสดิการ 3,000 บาท ต้องเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี หรือประมาณ 82 บาท/วัน คาดว่าจะมีผู้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 5.92 ล้านคน สำหรับผู้ที่จะรับเงินสวัสดิการ 1,500 บาท จะต้องมีรายได้เกิน 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท คาดว่าจะมีผู้มาลงทะเบียน 9.4 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะบ่งชี้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยจริงๆ เช่น เป็นคนว่างงาน ไม่มีทรัพย์สินทางการเงินและกรรมสิทธิ์ในบ้าน ที่ดิน คอนโด ตามเงื่อนไขที่กำหนด
เส้นความยากจนของประเทศไทยซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้กำหนดไว้ในปี 2558 คือ 2,644 บาท/คน/เดือน แต่จากตัวเลขเกณฑ์ซึ่งกระทรวงการคลังพบว่ามีประชาชนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนสูงถึงเกือบ 6 ล้านคน ตัวเลขนี้บ่งบอกถึงช่องว่างของการพัฒนาซึ่งจะวัดเฉพาะแต่การเติบโตจีดีพีและจีพีพีต่อหัวต่อคนอย่างเดียวคงไม่ได้
ประเด็นที่ผมกังวลไทยแลนด์ 4.0 มุ่งเน้นที่จะให้ไทยหลุดจากกับดักประเทศมีรายได้ปานกลาง โดยหวังจะเพิ่มรายได้ประชากรต่อคนใน 20 ปีข้างหน้าเฉลี่ย 4.4 หมื่นบาท/คน/ปี (1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ปี) คงต้องมาทบทวนการกระจายรายได้ใหม่หมด เพราะการวัดรายได้เฉลี่ยต่อคนหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริงกลายเป็นว่าทรัพยากรของชาติที่รัฐบาลเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ในกลุ่มครอบครัวเพียงไม่กี่ตระกูล ประจักษ์พยานที่ชัดเจนคือจำนวนคนที่มาลงทะเบียนเป็นคนมีรายได้น้อยมีจำนวนมากกว่าที่คาด
ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับรายงานเร็วๆ นี้ของธนาคารโลก ซึ่งเปิดเผยว่าช่องว่างรายได้ของคนไทยมีการเหลื่อมล้ำสูง โอกาสที่จะมีคนกลับไปเป็นคนจนอีกจะมีการเพิ่มขึ้น โดยคนยากจนส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในภาคเกษตร ตัวเลขนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ว่าปีที่แล้วไทยมีคนเกือบจน (Near Poor) คือกลุ่มคนที่มีรายจ่ายไม่พอเพียงกับรายรับ มีรายได้อยู่แตะๆ เหนือเส้นความยากจนเล็กน้อยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.7 ของประชากร อย่างไรก็ดีปัญหาความยากจนของไทยก็ยังดีกว่าหลายประเทศในอาเซียน
ทิศทางการพัฒนาประเทศจากนี้ไปคงต้องกลับมาดูท้ายขบวนว่าจะไปด้วยกันได้อย่างไร การที่จะไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 โดยลืมปัจจัยสำคัญคือครัวเรือนไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยรวมไปถึงเอสเอ็มอีในเชิงปริมาณมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 แต่มีมูลค่าประมาณร้อยละ 30 การทุ่มเททรัพยากรของประเทศความมั่งคั่งต้องกระจายไปสู่ทุกภาคส่วน ถึงแม้การทบทวนโรดแมปแผนการพัฒนาจะทำให้การเข้าสู่เศรษฐกิจ 4.0 ล่าช้าออกไปบ้าง ก็ยังดีกว่าที่เดินหน้ากลับกลายเป็นรายได้ส่วนใหญ่ไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มคนส่วนน้อย
การพ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลางคงต้องกลับมาแก้ให้พ้นจากกับดักของคนที่ยังยากจนที่มีอยู่ 14-15 ล้านคน ว่าจะให้เขาเหล่านั้นมีรายได้สูงขึ้นจนพ้นจากเส้นความยากจน แนวทางการให้สวัสดิการคนมีรายได้น้อยซึ่งน่าจะใช้งบประมาณกว่าสามหมื่นล้านคงต้องทำไป แต่ควรควบคู่ให้พวกเขายืนได้ด้วยตนเอง การเติบโตของเศรษฐกิจต้องไปพร้อมกับการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องอย่างยั่งยืน ดัชนีความสุขที่ไทยติดโพลเป็นชาติที่มีความสุขเพิ่มมากขึ้นในระดับโลกต้องไปพร้อมกับเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน...จริงไหมครับ







