
เรียกทักษิณรีดภาษี
กรมสรรพากรซุ่มเงียบเรียกประเมินภาษีหุ้น “ทักษิณ” กว่า 1.6 หมื่นล้าน เรียกรับทราบวันนี้
กรมสรรพากรซุ่มเงียบเรียกประเมินภาษีหุ้น “ทักษิณ” กว่า 1.6 หมื่นล้าน เรียกรับทราบวันนี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ทำหนังสือถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มารับทราบการประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น หรือชินคอร์ป เมื่อปี 2549 ที่กรมสรรพากรในวันที่ 27 มี.ค. 2560 ในเวลา 10.30 น. ซึ่งในหนังสือได้ระบุว่าหากนายทักษิณมาไม่ได้ก็ให้ส่งตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจเข้ามารับทราบการประเมินภาษีครั้งนี้ ซึ่งการประเมินภาษีครั้งนี้จะรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินภาษีกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรได้ประเมินภาษีนายทักษิณเรียบร้อยตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.นี้ และได้ส่งหนังสือประเมินภาษีไปถึงนายทักษิณประมาณ 10 วันที่ผ่านมา รวมถึงเรียกให้มารับทราบการประเมินภาษีด้วยตัวเอง หรือส่งตัวแทนรับทราบด้วยวาจาอีกครั้ง ซึ่งถือว่ากรมสรรพากรได้ประเมินภาษีทันก่อนหมดอายุความวันที่ 31 มี.ค. 2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ขั้นตอนต่อไป ไม่ว่านายทักษิณหรือตัวแทนมอบอำนาจจะมารับทราบการประเมินภาษีหรือไม่ ก็ถือว่านายทักษิณจะต้องเสียภาษีดังกล่าว หากไม่เห็นด้วยก็สามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์กับคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีของกรมสรรพากรได้ และหากยังไม่พอใจกับผลของคณะกรรมการอุทธรณ์ก็ยังสามารถที่จะฟ้องศาลภาษีได้อีก2 ศาล คือ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ให้ชี้ขาดสุดท้ายได้อีก
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ากรมสรรพากรประเมินภาษีอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมดำเนินการ ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยยึดตามระเบียบกฎหมายและไม่ได้เข้าไปแทรกแซง และขอยืนยันว่าในฐานะข้าราชการขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
สำหรับการเก็บภาษีหุ้นทักษิณครั้งนี้ เกิดจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (เทมาเส็ก) จำนวน 49.59% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงิน 7.32 หมื่นล้านบาทซึ่งเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
นอกจากนี้ มีการตรวจพบว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากบริษัท แอมเพิลริช นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ก่อนที่จะขายหุ้นทั้งหมดให้เทมาเส็ก ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้มีกำไรต้องเสียภาษี โดยในปี 2550 สรรพากรได้ประเมินภาษีทั้งสองคน รวมค่าปรับเงินเพิ่มเป็นจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ได้สู้ไม่จ่ายภาษีจนถึงศาลภาษีชั้นต้นเมื่อปี 2553 ซึ่งในปีนั้นได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งศาลระบุว่า นายทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปแท้จริง ทำให้ศาลภาษียกฟ้อง เพราะเห็นว่าการเก็บภาษีจากทั้งสองคนไม่เป็นธรรมเนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงโดยกรมสรรพากรก็ไม่ยื่นอุทธรณ์ และมาเรียกเก็บภาษีหุ้นดังกล่าวจากนายทักษิณ







