
จากคนรักเดินทาง สู่ผู้สร้างบริษัทนำเที่ยว
การทำอะไรก็แล้วแต่ หากมีพื้นฐานมาจากหัวใจที่รักในสิ่งที่ทำ ต่อให้เจออุปสรรคใดๆ ใจที่รักจะพร้อมฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การทำอะไรก็แล้วแต่ หากมีพื้นฐานมาจากหัวใจที่รักในสิ่งที่ทำ ต่อให้เจออุปสรรคใดๆ ใจที่รักจะพร้อมฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย อย่างเช่น ภาณุพงศ์ เกตุยินดี ที่เริ่มจากการเป็นคนชอบเดินทางจนกลายมาเป็นคนที่จัดการการเดินทางให้คนอื่นในที่สุด
ภาณุพงศ์ เกตุยินดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเคเคไลฟ์สไตล์ ทราเวล เอ็กซ์เปิร์ท หรือเอ็ม อายุ 28 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจนำเที่ยว แต่ด้วยพื้นฐานเป็นคนที่มีประสบการณ์ได้เดินทางเที่ยวต่างประเทศเองตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนปลาย จนกระทั่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้เดินทางบ่อยครั้ง ทั้งนี้เพราะเลือกเรียนคณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเลือกวิชาเอกการท่องเที่ยว ทำให้ได้ไปเมียนมา เวียดนาม และมาเลเซียบ่อยๆ และรู้สึกเพลิดเพลินกับทุกที่ที่ได้เดินทางไปหาความรู้และเที่ยวด้วยในตัว
หลังเรียนจบแล้ว ก็เป็นฟรีแลนซ์รับทำเรื่องงานสัมมนาต่างๆ แต่ระหว่างนั้นมีผู้ใหญ่ที่รู้จักให้ช่วยจัดโปรแกรมเดินทางให้สำหรับการเดินทางไปเที่ยวและทำงาน เลยลองจัดโปรแกรมให้พร้อมติดต่อจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินต่างๆ ให้ทั้งหมด เป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ที่ไม่มีเครือข่ายมาก่อน เมื่อจัดโปรแกรมให้แล้วผู้ใหญ่พึงพอใจ จึงได้ช่วยจัดโปรแกรมอีก ผ่านไป 1 ปีจึงตัดสินใจทำธุรกิจบริษัทนำเที่ยวอย่างจริงจัง เพราะเวลานั้นเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองรักการเดินทางมากจริงๆ ที่สำคัญยังอยากมีส่วนทำให้ผู้อื่นได้ประสบการณ์การเดินทางที่ประทับใจเหมือนที่ตัวเองเคยมี
ภาณุพงศ์ เล่าอีกว่า แม้ไม่เคยทำธุรกิจ แต่เพราะมีพื้นฐานจัดทำแผนเดินทางเที่ยวเองมาก่อน เมื่อต้องมาทำธุรกิจนำเที่ยวจึงเหมือนเป็นการเรียนรู้บางอย่างเพิ่มจากพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น การหาเครือข่ายตั๋วเครื่องบิน ผู้ให้บริการนำเที่ยวภาคพื้นในต่างประเทศ ผู้ให้บริการประกันภัย โดยอยู่บนพื้นฐานมองลูกค้าเหมือนเป็นตัวเองและคนในครอบครัวที่เดินทาง ซึ่งการมองลักษณะนี้จะทำให้พยายามเฟ้นหาโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวที่คิดว่าไปแล้วได้สิ่งที่ดีที่สุด ได้ความประทับใจที่สุดกลับมา
"ตอนที่ตั้งบริษัทน่าจะอายุ 24-25 ปี วางแผนว่าจะเป็นบริษัทนำเที่ยวที่เจาะตลาดคนเมือง พาไปเที่ยวตามจุดหมายซึ่งอยู่ในกระแสที่คนเมืองอยากไป โดยใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่สะท้อนการดำเนินธุรกิจบริษัทนำเที่ยวในแบบคนรุ่นใหม่พาเที่ยว โดยลูกค้ากลุ่มแรกๆ คือ คณะเดินทางจากมหาวิทยาลัย กลุ่มลูกค้าที่มาจากเครือข่ายคนรู้จัก"
หลังจากมีลูกค้าจากเครือข่ายคนรู้จักแล้ว ก็เริ่มไปหาตลาดใหม่เองทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น บริษัทขายประกัน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการพาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศ โดยกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่สุดที่เคยรับทำคือกว่า 100 คน
ทั้งนี้ จากการทำธุรกิจนำเที่ยวมากว่า 3 ปี ภาณุพงศ์ ระบุว่า จุดเด่นที่ทำให้แบ่งส่วนแบ่งในตลาดธุรกิจนำเที่ยวจากผู้ประกอบการที่อยู่มานานหลายทศวรรษได้ น่าจะมาจากความพยายามทำโปรแกรมนำเที่ยวให้พิเศษแตกต่างไปจากโปรแกรมทั่วไปที่บริษัทนำเที่ยวอื่นเสนอ แม้เส้นทางการท่องเที่ยวที่จัดวางไม่ต่างอะไรกันมาก แต่สิ่งที่ทำให้ต่างคือ รูปแบบกิจกรรมที่จัดระหว่างเดินทางที่เน้นให้คนร่วมเดินทางร่วมสนุก เช่น เวลาที่พาไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จัดกิจกรรมพาไปทำเซรามิก
แผนการเดินทางที่จัดแต่ละครั้ง จะพิจารณาก่อนว่ากลุ่มคนที่ไปเป็นใคร ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่มากคงไม่ลงลึกเกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้กับจุดที่เดินทางท่องเที่ยวมากๆ เพราะไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นนี้เน้น หรือถ้าเป็นคนสูงอายุเดินทางก็จะให้เวลากับการเที่ยวแต่ละจุดมากหน่อย
แม้เวลานี้หลายคนมักระบุว่าธุรกิจนำเที่ยวเป็นธุรกิจขาลง เพราะคนชอบเดินทางเที่ยวเองมากขึ้น ไปกับบริษัทนำเที่ยวน้อยลง แต่ภาณุพงศ์ มองว่า ถึงอย่างไรธุรกิจนี้ก็ยังมีความจำเป็น ไม่มีทางหายไปจากประเทศ ในเมื่อองค์กรที่จัดการเดินทางยังต้องใช้ ซึ่งบริษัทเองก็เจาะกลุ่มองค์กร หรือคณะที่จัดการเดินทางไปส่วนตัวกันเอง ไม่ได้ทำทัวร์ประเภทขายหน้าร้านให้คนทั่วไปหลายคนที่ไม่รู้จักจองไปด้วยกัน
ขณะเดียวกัน แม้มีคนที่ชอบเดินทางไปเที่ยวเอง แต่ก็จะมีกลุ่มครอบครัวซึ่งแม้อยากเที่ยวเองแต่ก็ต้องการคนช่วยบริหารจัดการการเดินทางให้ ซึ่งบริษัทก็กำลังเข้าไปจับตลาดนี้ รับจัดโปรแกรมพร้อมวางแผนเดินทางให้เสร็จสรรพ แล้วให้เดินทางเที่ยวกันเองตามแผนที่วางให้ โดยมองว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทำธุรกิจนำเที่ยวไปได้อีกยาวก็คือ คุณภาพที่มอบให้กับลูกค้า
"เราพยายามมองตัวเองเป็นตัววัดคุณภาพ ถ้าเราชอบโรงแรมนี้ลูกค้าก็คงชอบ แต่ถ้าขนาดเราเองยังไม่ชอบโรงแรมนี้ บริการไม่ดี เราก็จะไม่เลือกให้ลูกค้าเหมือนกัน"
สำหรับโปรแกรมทัวร์ปีนี้ที่คิดว่ามาแรง คือไต้หวัน เพราะหลังยกเว้นวีซ่าให้คนไทยก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น บวกกับคนเริ่มเห็นว่าไปเที่ยวไต้หวันราคาไม่ต่างจากฮ่องกงมาก และไต้หวันเที่ยวง่าย มีความคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น แต่ราคาไม่แพงเท่า
ภาณุพงศ์ มองว่า การเดินทางทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะการเรียนรู้คน ทุกครั้งที่เดินทางในฐานะคนดูแลลูกทัวร์จะได้เห็นคนหลากหลายแบบ ทั้งคนในประเทศที่ไปเยือนซึ่งมีพฤติกรรมและวัฒนธรรมแตกต่างจากคนไทย และคนเดินทางเองที่มีความชอบ ความต้องการต่างกัน ดังนั้นจึงเกิดความเข้าใจในความแตกต่างมากขึ้น ลดการยึดติดในตัวตนของตัวเองลงได้
นอกจากนี้ ยังทำให้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เราเคยคิดว่าถูกเกี่ยวกับคนประเทศอื่นเมื่อเราอยู่ในประเทศตัวเอง แต่เวลาไปเยือนประเทศนั้นจริงๆ เราอาจต้องเปลี่ยนความคิดที่มีกับคนประเทศนั้นไปเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราเคยคิดอาจไม่ถูกเสมอไป
ท้ายที่สุด ภาณุพงศ์ ฝากข้อคิดไว้ว่า คนเราหากอยากทำอะไรแต่ไม่มีพื้นฐานความรํู้ในเรื่องนั้นมาก่อนเลย ขอเพียงได้ลงมือทำ เวลาจะทำให้เราได้เรียนรู้เอง อยู่ที่ว่าเรากล้าลงมือทำรึเปล่าเท่านั้น







