posttoday
‘ฮักนะ...ป่าใหญ่’ โมเดล ‘การศึกษา’ สู่อนาคต

‘ฮักนะ...ป่าใหญ่’ โมเดล ‘การศึกษา’ สู่อนาคต

26 มีนาคม 2560

การศึกษาซึ่งถูกจำกัดภายใต้บรรยากาศของห้องสี่เหลี่ยมในรูปแบบเดิมๆ อาจไม่เอื้อต่อการเสริมสร้างความริเริ่มสร้างสรรค์

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

การศึกษาซึ่งถูกจำกัดภายใต้บรรยากาศของห้องสี่เหลี่ยมในรูปแบบเดิมๆ อาจไม่เอื้อต่อการเสริมสร้างความริเริ่มสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจของเด็ก

ยิ่งหากเป็นเด็กและครอบครัวที่ผูกติดความสำเร็จไว้กับนิยามการศึกษาเก่าๆ ด้วยแล้ว ยิ่งไม่แปลกใจเลยหากเขาเหล่านั้นเลือกที่จะฝังชีวิตและเดิมพันอนาคตไว้ในห้องเรียนแคบๆ หลายสิบปี โดยมองไม่เห็นผลพวงอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น

ปราชญ์ชาวบ้านอย่าง นิวัฒน์ ร้อยแก้ว แสดงทัศนะไว้ว่า ที่จริงแล้วการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้ซับซ้อนเลย แต่กระบวนการคิดของผู้ใหญ่กลับทำให้เด็กซับซ้อน คือต้องทำแบบนั้น-ต้องทำแบบนี้ ต้องให้มันเขียนก่อนนะ อย่าให้มันอ่านก่อน คือสอนกันวุ่นวายไปหมด

“จริงๆ คือเด็กโตมามันซับซ้อนอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องให้มันเรียนในสิ่งที่มีความชัดเจน มองเห็นอะไรให้ชัดก่อน แล้วความชัดเจนนั้นมันจะไปจัดการกับกระบวนการที่ซับซ้อนตอนโต แต่ถ้าซับซ้อนตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาเขาจะไม่เข้าใจอะไรเลย” อดีตครูดอยแห่งเชียงราย ระบุ

แม้เพียงเล็กน้อยหากเห็นด้วยกับมุมมองข้างต้น จำเป็นต้องหันกลับมาตั้งคำถามกับระบบการศึกษาปัจจุบันอย่างจริงจัง

หนึ่งในตัวอย่างการจัดการศึกษาที่น่าสนใจและวัดผลสัมฤทธิ์ได้จริง สะท้อนผ่านโครงการ “ฮักนะ ... ป่าใหญ่” กิจกรรมของนักเรียนกว่า 150 ชีวิต ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Samsung Smart Learning Center และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการ “ฮักนะ...ป่าใหญ่” เริ่มต้นจากคำถามเล็กๆ ของเด็กนักเรียนโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ที่สงสัยว่าเหตุใดป่าชุมชนของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยขยะ และพวกเขาจะช่วยรักษาผืนป่าชุมชนได้อย่างไร

“ธรรมชาติของเด็กเหล่านี้ เขามีความอยากรู้อยากเห็นไม่มีที่สิ้นสุด จะเห็นดวงตาเขาเป็นประกาย” เพ็ญศรี ใจกล้า คุณครูโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ระบุ

เธอเล่าต่อไปว่า เมื่อเด็กเกิดความสนใจและรู้จักตั้งคำถาม จึงได้สนับสนุนให้เด็กๆ หาคำตอบที่ตัวเองสงสัยด้วยการค้นคว้า ลงพื้นที่ และพัฒนาความรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้กระบวนการเรียนการสอน ใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL : Problem-Based Learning) ขณะที่ตัวครูปรับเปลี่ยนบทบาทจากครูผู้สอนสู่การเป็นโค้ช

สำหรับกิจกรรม เด็กนักเรียนจะลงมือหาคำตอบด้วยการลงพื้นที่สำรวจป่าโดยมีผู้รู้ในชุมชนคอยให้คำแนะนำ เก็บข้อมูลชนิดของต้นไม้ วัดขนาดของต้นไม้ และได้รับความรู้เกี่ยวกับป่าไม้จากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ

มากไปกว่านั้น เด็กสามารถต่อยอดไปสู่การคำนวณหาค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยออกซิเจนของต้นไม้ในป่า โดยพบว่าผืนป่าชุมชนโคกหนองคองพื้นที่ 1,600 ไร่ สามารถปล่อยออกซิเจนให้ผู้คนได้มากถึง 132,317 คน/ปี

จากโครงการอนุรักษ์ป่ากว่า 2 ปี ถูกพัฒนาต่อเป็นโครงการ “ฮักนะ...ป่าใหญ่” เพื่อขยายผลการผลักดันป่าโคกหนองคองให้เป็นป่าชุมชน

ดร.ญาณวุฒิ อุทรักษ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ผู้อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับป่าไม้ให้กับเด็กๆ เล่าว่า การเรียนรู้ของเด็กๆ กลุ่มนี้คือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เด็กๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนอยู่ในห้อง หรือนั่งเรียนกับกระดานดำหรือคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาสามารถเรียนรู้จากบริบทในสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครูของเขาได้

วรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ระบุว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ห้องเรียนแห่งอนาคตและนวัตกรรม ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กๆ และครูในโครงการได้เรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในชุมชน และยังได้ใช้ความรู้นี้ไปรณรงค์ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ป่าและการสำนึกรักท้องถิ่น

ความสำเร็จของโครงการ “ฮักนะ...ป่าใหญ่” คือภาพสะท้อนมุมกลับของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งการันตีความสุขของนักเรียนและเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท