
เร่งสร้างเชื่อมั่น
นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค CLMVT อันประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย
นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค CLMVT อันประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์อีกระดับสำหรับไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความ
ใกล้ชิดและสายสัมพันธ์อันแนบแน่น ซึ่งไทยอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในฐานะเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค
ขณะที่กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาดอาเซียนที่ไทยส่งออก ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 1.75 ล้านล้านบาทนั้น เป็นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV มากที่สุดถึง 30.3% ตามด้วย มาเลเซีย 21.9% อินโดนีเซีย 19.8% สิงคโปร์ 19.1% ฟิลิปปินส์ 8.6% และบรูไน 0.3%
จะเห็นได้ว่านอกจากกลุ่มประเทศ CLMVT จะมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ยังถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ในยามที่ตลาดส่งออกทั้งโลกมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูงมาก ยิ่งการที่สหรัฐยกเลิกการเข้าร่วมหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านหันกลับมามองความร่วมมือกันมากขึ้น ดังนั้นจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ CLMVT ให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค
ขณะเดียวกัน การวางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาคจะเพิ่มน้ำหนักการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น ซึ่งไทยเองกำลังเร่งปลดล็อกสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนครั้งใหม่ในประเทศไทย ด้วยการสร้างโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เป็นแม่เหล็กใหม่ในการดึงดูดการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิประโยชน์อาจไม่ใช่เรื่องหลักเพียงเรื่องเดียวที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุน ยังมีองค์ประกอบอีกหลายด้านที่จะสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งประการสำคัญอันดับแรก คือ การเดินหน้าตามโรดแมป การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะถึงแม้ว่าผลสำรวจหลายครั้งจะย้ำให้เห็นว่าไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงกล้าๆ กลัวๆ หากเกิดการเปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้น หากเป็นไปได้รัฐบาลควรเดินหน้าตามโรดแมปในทางการเมืองไปพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภายในประเทศ และการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นความตั้งใจจริงในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าแม้จะมีการออกมาตรการหลายๆ อย่าง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดนที่เป็นโครงการต้นๆ ที่รัฐบาลประกาศเร่งดำเนินการตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล
ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเขตการค้าตามแนวชายแดน ถือเป็นด่านแรกที่รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญในการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การปลดล็อกอุปสรรคการค้าต่างๆ ตามแนวชายแดน ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควร และยังคงมีปัญหาการค้าระหว่างเขตแดนหลายๆ จุด ซึ่งรัฐบาลควรสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อปลดล็อกเรื่องดังกล่าว เพื่อทำให้การค้าขายระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านสะดวกมากยิ่งขึ้น
เชื่อมโยงทั้งภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านแข็งแกร่งและสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กัน ทำให้ได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายอย่างแท้จริง







