
ชีวิตแร้นแค้นของคนจนฟิลิปปินส์
ผมได้พบ เอเฟรน คอร์เนสซาชายชาวฟิลิปปินส์วัย 61 ปีครั้งแรก เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
โดย...คาริม รัสลาม
ผมได้พบ เอเฟรน คอร์เนสซาชายชาวฟิลิปปินส์วัย 61 ปีครั้งแรก เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ตอนที่เขายังเปิดแผงขายของชำหน้าบ้านในเมืองทาลิเซย์ ซิตี้ จังหวัดนีโกรส ออกซิเดนทาล หมู่เกาะทางใต้ของประเทศ โดยนอกจากขายของทั่วไปแล้ว คอร์เนสซายังหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ด้วยเช่นกัน
นีโกรสได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำตาล เนื่องจากการผลิตน้ำตาลคืออุตสาหกรรมหลักของที่นี่ ทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยผืนไร่อ้อยทอดยาวสุดลูกหูลูกตา และเมื่อถึงช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต รถบรรทุกจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่เพื่อขนอ้อยจำนวนมากไปยังโรงงานน้ำตาลและแปรรูป
ราว 2 เดือน หลังประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ขึ้นปกครองฟิลิปปินส์เมื่อเดือน มิ.ย. 2016 ผมได้เดินทางไปเยี่ยมคอร์เนสซาอีกครั้ง โดยครอบครัวของคอร์เนสซานั้นจัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนหลักของดูเตอร์เต ที่ส่วนใหญ่คือครอบครัวยากจน ไร้ที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ขยันทำงานหนัก
ที่ผ่านมาครอบครัวคอร์เนสซาไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ดิน เนื่องจากเจ้าของที่ในนีโกรสอนุญาตให้อาศัยในที่ดินได้ โดยแลกเปลี่ยนกับการทำไร่ไถนาให้ผลผลิต อย่างไรก็ดีความพยายามปฏิรูประบบที่ดินได้บีบให้คอร์เนสซาและครอบครัวต้องย้ายออกไปจากพื้นที่
สถานการณ์ภายในครอบครัวยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อคอร์เนสซาล้มป่วยลง ทำให้ เอวีลีน ผู้เป็นภรรยาต้องกลายเป็นเสาหลักจุนเจือครอบครัว โดยเดินทางเข้ากรุงมะนิลาเพื่อไปทำงานแม่บ้านหาเงินเพิ่มมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คอร์เนสซา
ผมได้พูดคุยกับเอวีลีน จึงถามว่านโยบายของดูเตอร์เตช่วยให้คนยากจนมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ เธอตอบในทันทีว่า
“ไม่มีการพัฒนาอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความแตกต่างอะไรจากเดิม นโยบายดูเตอร์เตไม่ได้ช่วยให้ชีวิตฉันหรือคนอื่นๆ ในพื้นที่ดีขึ้น ดูเตอร์เตไม่ควรมัวแต่ไปทำสงครามยาเสพติด แต่ควรหันมาสนใจเรื่องความยากจนด้วย” เอวีลีน กล่าว
กลุ่มคนยากจนนั้นเป็นฐานเสียงหลักที่ส่งให้ดูเตอร์เตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยดูเตอร์เตวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจช่วงปี 2017-2022 เพื่อลดความยากจนในเขตชนบทลงจาก 30% ในปี 2015 ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2022
ทว่าแม้เวลาผ่านไป 9 เดือนแล้วนับตั้งแต่รับตำแหน่ง สภาพชีวิตของกลุ่มผู้สนับสนุนเขายังคงไม่ดีขึ้น และแผนการต่างๆ ที่ให้คำมั่นไว้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากพอ ท่ามกลางความคาดหวังมากขึ้นจากกลุ่มผู้สนับสนุนว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ผมมองว่าดูเตอร์เตคงต้องเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเสียที







