
รื้อหลักสูตรสร้างปัญญา ล้างบางอันธพาลอาชีวะ
...กันติพิชญ์ ใจบุญ
ปัญหาเด็กนักเรียนก่อเหตุยกพวกตีกัน รวมทั้งยังใช้อาวุธปืนเที่ยวไล่ยิงคู่อริ จนเดือดร้อนกันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่มีศพสุดท้ายสำหรับวงการนักศึกษาอาชีวะที่เร่าร้อนมาทุกยุคสมัย
นายวีรวัฒน์ วรรณศิริ นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นว่า การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องยาก หากมองในมุมแคบๆ แค่ในสถานศึกษาก่อน ครู อาจารย์จะต้องเลี้ยงดูศิษย์ให้เหมือนกับลูกหลาน ดูแลให้เหมือนกับเป็นคนในบ้าน ในครอบครัว ใส่ใจพวกเขาสักนิด อบรมดูแลให้เป็นคนดีให้มากที่สุด
แม้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กได้ก็ตาม แต่เชื่อว่าหากดูแลให้ถึงที่สุดแล้ว อบรมอย่างเต็มที่แล้ว แต่เด็กไม่รับ หรือไม่ต้องการ ก็ต้องปล่อยไปให้เป็นไปตามแนวทางของเด็กเอง เมื่อพ้นออกจากโรงเรียนไปแล้ว สังคมจะเป็นตัวชี้วัดเด็กเอง เหมือนกับการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ หากปลูกแล้วไม่ขึ้น ทั้งที่ดินดี น้ำพร้อม ก็ต้องย้ายไปปลูกที่อื่น
ทั้งนี้ ปัญหาโจ๋นักเลงโดยเฉพาะเด็กช่างกลนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดแทบจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลย เนื่องจากการรับข้อมูลข่าวสาร สังคม หรือการแข่งขันกันเป็นไปคนละรูปแบบ ทั้งที่การเรียนการสอนก็เป็นหลักสูตรเดียวกัน
นายวีรวัฒน์ ตอกย้ำว่า การแก้ไขคือ ต้องรื้อระบบใหม่ ปลูกฝังปัญญาพร้อมกับความรู้ให้กับเด็ก พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยกว่าปัจจุบัน สอนให้เด็กคิดเป็น คิดถึงผลได้ผลเสียของการกระทำของตัวเอง และที่สำคัญ สถาบันครอบครัว ชุมชน ก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย จะปล่อยให้เป็นภาระของทางโรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้
สาเหตุที่เกิดเหตุซ้ำซาก เป็นเพราะบริบททางสังคม และสิ่งแวดล้อมของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สมัยโบราณก็มีการทะเลาะวิวาทกันในหมู่วัยรุ่น หรือวัยเรียนเช่นปัจจุบัน เพียงแต่ปัจจุบันมีมากขึ้นกว่าแต่เดิมมาก
จากการวิเคราะห์พบว่า สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียน เมื่อมีปริมาณมากขึ้น ก็ยากจะควบคุมให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ ที่สำคัญคือ บริบททางสังคมที่แตกแขนงออกเป็นหลายทาง เช่น การรับส่งข้อมูลข่าวสารกันอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งโทรศัพท์ การส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ทำให้เด็กสามารถรับรู้ว่า จุดใดเกิดเหตุ
นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวะฯ บอกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสมัยใหม่เอาใจใส่บุตรหลานน้อยลง ไม่สนใจคนในครอบครัว เพียงแค่ต้องการหาเงินมาให้เท่านั้น ทำให้เด็กเกิดความแก่งแย่งแข่งขันกันในทุกรูปแบบ ตามที่ได้เห็นจากผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง ประกอบกับการขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเพียงพอ
สังคมไทยวันนี้จึงกลายเป็นต้นแบบแห่งการขัดแย้งไปโดยปริยาย ทั้งเรื่องการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจ สุดท้ายเด็กก็ต้องมุ่งหาเพื่อน เนื่องจากเป็นคนประเภทเดียวกัน มีความเข้าอกเข้าใจกัน ทำให้เด็กเชื่อเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง
สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความรุนแรง ส่วนใหญ่เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ จากสังคมทั้งนั้น หากสังคมไม่ดี ผู้ใหญ่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดียังมีข่าวความรุนแรง ทั้งข่มขืน ฆาตกรรม ประกอบกับเด็กมีเพื่อนในรุ่นเดียวกัน เข้าใจกัน ดังนั้น การก่อตัวของความรุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
“
ปัญหานี้ยากจะแก้ไขให้หมดไปจากสังคมได้ แต่ก็ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นถึงโทษอันตรายต่างๆ ที่ได้ก่อเหตุลงไปบ้าง เพื่อให้มีสติ ย้ำคิด นึกคิดก่อนที่จะลงมือทำ และไม่กระทบกระเทือนต่อสังคม เป็นการบูรณาการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรก็เป็นโจทย์สำคัญที่น่าขบคิดว่า จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร” นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวะฯ ทิ้งท้ายให้คิดทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันหลอมโมเดลการศึกษาอาชีวะกันใหม่ อย่าให้ซ้ำรอยนักการเมืองน้ำเน่าที่มีอยู่เต็มสภาแบบทุกวันนี้เลย







