posttoday
รอจังหวะ

รอจังหวะ

23 มีนาคม 2560

ข่าวใหญ่ด้านความมั่นคงในรอบสัปดาห์ คงไม่มีข่าวไหนดังและอยู่ในความสนใจของประชาชนเท่ากับเหตุการณ์เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ 18 มี.ค. 2560 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นหลายจุดและยึดอาวุธสงครามจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในบ้านของธีรชัย อุตรวิเชียร หรือ ระพิน การ์ดประจำตัว วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” และยึดอาวุธสงครามได้จำนวนหนึ่งในขณะที่คนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีคนบางกลุ่ม รวมทั้งวุฒิพงศ์ ที่ออกมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ “จัดฉาก” บ้าง ทำไมหลัง คสช.ยึดอำนาจ เจ้าหน้าที่ก็เคยเข้าตรวจค้นบ้านวุฒิพงศ์แล้วแต่ไม่พบอะไรแล้วทำไมครั้งนี้จึงพบอาวุธสงครามมากมาย และยังมีสภาพใหม่ เจ้าหน้าที่เอาของหลวงมาจัดฉากหรือเปล่า บางคนถามว่าทำไมถึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ก่อนนี้ทำไมไม่ทำ ฯลฯการตั้งข้อสังเกตเช่นนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่เจ้าหน้าที่จะได้ตอบคำถามให้สังคมหายสงสัยว่า ทำไมต้องทำช่วงนี้เป็นการจัดฉากหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็นับว่าเป็นอันตรายอย่างมากที่ยังมีอาวุธสงครามจำนวนมากซุกซ่อนไว้และพร้อมจะถูกนำมาใช้ก่อความรุนแรงที่จะทำให้ประชาชนจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลซึ่งรับผิดชอ

ข่าวใหญ่ด้านความมั่นคงในรอบสัปดาห์ คงไม่มีข่าวไหนดังและอยู่ในความสนใจของประชาชนเท่ากับเหตุการณ์เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ 18 มี.ค. 2560 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นหลายจุดและยึดอาวุธสงครามจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในบ้านของธีรชัย อุตรวิเชียร หรือ ระพิน การ์ดประจำตัว วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” และยึดอาวุธสงครามได้จำนวนหนึ่งในขณะที่คนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีคนบางกลุ่ม รวมทั้งวุฒิพงศ์ ที่ออกมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ “จัดฉาก” บ้าง ทำไมหลัง คสช.ยึดอำนาจ เจ้าหน้าที่ก็เคยเข้าตรวจค้นบ้านวุฒิพงศ์แล้วแต่ไม่พบอะไรแล้วทำไมครั้งนี้จึงพบอาวุธสงครามมากมาย และยังมีสภาพใหม่ เจ้าหน้าที่เอาของหลวงมาจัดฉากหรือเปล่า บางคนถามว่าทำไมถึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ก่อนนี้ทำไมไม่ทำ ฯลฯ

การตั้งข้อสังเกตเช่นนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่เจ้าหน้าที่จะได้ตอบคำถามให้สังคมหายสงสัยว่า ทำไมต้องทำช่วงนี้เป็นการจัดฉากหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็นับว่าเป็นอันตรายอย่างมากที่ยังมีอาวุธสงครามจำนวนมากซุกซ่อนไว้และพร้อมจะถูกนำมาใช้ก่อความรุนแรงที่จะทำให้ประชาชนจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลซึ่งรับผิดชอบในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงต้องเข้าไปจัดการเสียก่อน

ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้บุกเข้าไปค้นบ้านวุฒิพงศ์ แต่บุกเข้าไปในที่พักของธีรชัยและพบอาวุธสงครามจำนวนมากวุฒิพงศ์ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะ (1) ธีรชัย เปิดเผยว่า วุฒิพงศ์นำอาวุธสงครามดังกล่าวมาฝากตนดูแลก่อนวุฒิพงศ์หลบหนีไปอยู่ประเทศลาว โดยอ้างว่าเป็นอาวุธที่เคยใช้ในการก่อความรุนแรงปี 2553 และปี 2556-2557 (2) การที่วุฒิพงศ์เอามาฝากไว้เพราะธีรชัยเคยเป็นการ์ดประจำตัวของวุฒิพงศ์มาก่อน ซึ่งวุฒิพงศ์ก็ยอมรับว่าธีรชัยเป็นการ์ดของตนจริง ด้วยความไว้วางใจกัน วุฒิพงศ์จึงเอาอาวุธมาฝากไว้กับธีรชัย

ดังนั้น ที่บางคนตั้งคำถามว่า เมื่อทหารยึดอำนาจใหม่ๆ ก็ได้เข้าค้นบ้านวุฒิพงศ์มาแล้วแต่ไม่พบอะไร แล้วครั้งนี้ทำไมจึงพบอาวุธสงครามมากมาย คำตอบคือ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นบ้านวุฒิพงศ์ แต่ค้นบ้านธีรชัยและพบอาวุธดังกล่าวที่วุฒิพงศ์นำมาฝากไว้ ธีรชัยอ้างว่าตนเพียงทำหน้าที่ดูแลเท่านั้น คนที่สับสนในเรื่องนี้คงจะพอเข้าใจ อีกทั้งวุฒิพงศ์เป็นนกรู้ที่ไม่เก็บอาวุธนี้ไว้ที่บ้านพักของตนเอง แต่เอาไปซ่อนไว้ที่อื่น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านวุฒิพงศ์จึงไม่พบอะไร เขาเพิ่งเอาออกจากที่ซุกซ่อนมาฝากให้ธีรชัยซึ่งเป็นคนสนิทดูแลเพราะตนเองต้องหลบหนีไปอยู่นอกประเทศ

เจ้าหน้าที่เกาะติดเรื่องนี้มานานจนแน่ใจว่ามีหลักฐานเพียงพอก่อนตัดสินใจเข้าตรวจค้น คดีนี้มีหลักฐานมากมายทั้งก่อนเข้าตรวจค้นและหลังการตรวจค้น โดยเฉพาะฮาร์ดคอร์สายโกตี๋ 8 คนที่เปิดปากให้ความร่วมมืออย่างดีต่อเจ้าหน้าที่ อีกทั้งข้อมูลการติดต่อทางไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือระหว่างธีรชัยกับ วุฒิพงศ์ ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานผูกมัดวุฒิพงศ์และธีรชัยในการดำเนินคดีต่อไปได้

คนทั่วไปคงไม่สะสมอาวุธสงครามมากมายขนาดนั้น เพราะนอกจากผิดกฎหมายแล้ว คนดีๆ คงไม่ใช้อาวุธสงครามแม้จะเพื่อป้องกันตัวก็ตาม คนที่สะสมอาวุธสงครามจำนวนมากขนาดนี้ต้องมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง อย่างน้อยก็เป็นอาวุธที่วุฒิพงศ์หรือพรรคพวกเคยใช้มาแล้วในการสู้กับทหารเมื่อปี 2553 และลอบทำร้าย กปปส.ในปี 2556-2557 เชื่อว่าวุฒิพงศ์หวังที่จะได้ใช้อาวุธสงครามเหล่านี้อีก

หากใครมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองคงต้องซ่อนไว้อย่างดี ไม่ให้คนอื่นเห็น เพราะอาวุธเหล่านี้มันฟ้องตัวมันเองว่าผู้ครอบครองทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ที่บุกเข้าไปตรวจค้นบ้านธีรชัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธเหล่านี้ไม่ได้ถูกซุกซ่อนไว้ให้ลับตาคนเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ธีรชัยได้นำออกมาจากที่ซ่อนเพื่อเตรียมใช้งาน หรือมีคนเตรียมจะมารับไป ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง คำถามต่อไปคือจะเอาไปใช้งานที่ไหน กับใคร เพื่ออะไร ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมและยึดอาวุธสงครามไว้ได้ก่อน เท่ากับเป็นการป้องกัน ป้องปรามความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นกรณีวัดพระธรรมกาย หากมี “ไอ้โม่ง” ยิงเข้าไปในวัด หรือขว้างระเบิดเข้าไปในวัด เท่ากับสร้างความโกรธแค้นและบรรดาพระ สาวก ตลอดจนประชาชนทั่วไปจะเกิดความไม่พอใจ โกรธแค้น และกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ สถานการณ์อาจขยายบานปลายกลายเป็นการจลาจลย่อยๆ ได้ ต่างประเทศก็จะพากันประณามรัฐบาลไทย ดังนั้นจังหวะเวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและยึดอาวุธสงครามจากบ้านธีรชัยนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เรื่องแบบนี้เราจะเสี่ยงไม่ได้เพราะหากเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบเต็มประตู

ธีรชัยเปิดเผยว่ายังมีอาวุธสงครามอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นของ “ผู้ใหญ่” ซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ในบริเวณหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังระดมค้นตู้คอนเทนเนอร์ที่ว่าอยู่ ธีรชัยน่าจะได้รับคำบอกเล่าจากวุฒิพงศ์ หรือจากคนอื่น เพราะหากเห็นด้วยตัวเอง เขาคงนำเจ้าหน้าที่ไปค้นเรียบร้อยแล้ว

 สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ อาวุธสงครามที่กลุ่มก่อเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ถึง 18 พ.ค. 2553 ได้ยึดอาวุธประเภทต่างๆ ของทหารรวม 91 กระบอก และกระสุนจำนวนมาก เวลานี้ทหารได้คืนมาเพียง 14 กระบอก ยังเหลืออีก 77 กระบอก สำหรับล็อตที่ยึดได้จากบ้านธีรชัยมีเพียงกระบอกเดียวที่หมายเลขตรงกันกับอาวุธที่หายไปในปี 2553 ดังนั้น ยังเหลืออีก 76 กระบอก คำถามคือ อาวุธเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ที่ไหน คนที่เอาไปซ่อนไว้คงหวังที่จะนำกลับมาใช้ในการก่อเหตุร้ายอีก อาวุธที่ยึดได้ครั้งนี้หากตรวจสอบทะเบียนปืนก็คงรู้ว่ามาจากไหน เป็นของหน่วยใด หรือเป็นอาวุธที่ส่งมาจากนอกประเทศ เพราะในปี 2553 มีข่าวว่ากลุ่มก่อการจลาจลได้รับการสนับสนุนอาวุธกระสุน 2 ลำเรือประมงมาทางอ่าวไทย ถ้าอาวุธสงครามเหล่านี้ตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับ คสช. และหากถูกนำ
มาใช้ในวันใดวันหนึ่งจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหาร ตำรวจ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เราไม่อยากเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นอีกเพราะภาพการสูญเสียในปี 2553 และปี 2556-2557 ยังหลอกหลอนคนไทยจนถึงทุกวันนี้

สำหรับวุฒิพงศ์ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้นในอนาคตอันใกล้คงไม่มีโอกาสกลับมาดำเนินชีวิตในประเทศไทย เพราะนอกจากหนีคดีอาญาร้ายแรงแล้ว เขาได้ประกาศที่จะเปลี่ยน “รูปแบบการปกครอง” ของประเทศไทยจาก “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นระบอบสาธารณรัฐและเปลี่ยน “รูปแบบของรัฐ” จาก “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้” หรือจาก “รัฐเดี่ยว” เป็น “สหพันธรัฐ” เท่ากับเป็นการบ่อนทำลายราชอาณาจักรและราชบัลลังก์อย่างชัดเจน รัฐบาลไทยควรหาทางพูดกับทางการลาวอีกครั้ง หรืออีกหลายๆ ครั้งที่ไม่ควรปล่อยให้คนเหล่านี้ใช้ดินแดนลาวบ่อนทำลายราชอาณาจักรและราชบัลลังก์ไทย หากไม่ขับออกไปก็ต้องควบคุมไม่ให้คนพวกนี้ใช้ดินแดนลาวในการบ่อนทำลายประเทศไทย เพราะกระทบความรู้สึกของคนไทยอย่างมาก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์