
หุ้นโลกตั้งรับปรับฐาน ทดสอบฝีมือทรัมป์
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ต่อเนื่องถึงวันที่ 22 มี.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดยสหรัฐ พร้อมใจกันปรับตัวดิ่งลงภายใน 1 วัน มากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 1.4% เอสแอนด์พี 500 ปิดลบ 1.24% และแนสแด็ก คอมโพสิต ปิดลบ 1.83% ตามมาด้วยฝั่งเอเชีย ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดลบไปถึง 2.13% เช่นเดียวกับตลาดในฝั่งยุโรปที่เปิดตลาดมาแดงยกกระดานอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การขึ้นมาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตลาดหุ้นเริ่มการปรับฐานแรงที่สุด และนี่ยังอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดของ “ความเชื่อที่กำลังบรรจบกับความจริง”นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ราคาหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แบบ “ทุบแล้วทุบอีก” ในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จากความเชื่อมั่นในนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ตามที่หาเสียงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การลดกฎระเบียบ การแก้กฎหมายคุมภาคการเงิน และการดำเนินนโยบายกระตุ้นทางการคลังที่จริงแล้ว นักลงทุนมีเหตุผลมากพอที่จะเชื่อหรือมองโลกในแง่บวกเช
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ต่อเนื่องถึงวันที่ 22 มี.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดยสหรัฐ พร้อมใจกันปรับตัวดิ่งลงภายใน 1 วัน มากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 1.4% เอสแอนด์พี 500 ปิดลบ 1.24% และแนสแด็ก คอมโพสิต ปิดลบ 1.83% ตามมาด้วยฝั่งเอเชีย ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดลบไปถึง 2.13% เช่นเดียวกับตลาดในฝั่งยุโรปที่เปิดตลาดมาแดงยกกระดาน
อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การขึ้นมาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตลาดหุ้นเริ่มการปรับฐานแรงที่สุด และนี่ยังอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดของ “ความเชื่อที่กำลังบรรจบกับความจริง”
นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ราคาหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แบบ “ทุบแล้วทุบอีก” ในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จากความเชื่อมั่นในนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ตามที่หาเสียงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การลดกฎระเบียบ การแก้กฎหมายคุมภาคการเงิน และการดำเนินนโยบายกระตุ้นทางการคลัง
ที่จริงแล้ว นักลงทุนมีเหตุผลมากพอที่จะเชื่อหรือมองโลกในแง่บวกเช่นนั้นได้ เพราะนอกจากทรัมป์จะได้กุมอำนาจฝ่ายบริหารของสหรัฐแล้ว พรรครีพับลิกันก็ยังได้ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสทั้งรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ด้วย ทำให้น่าเชื่อได้ว่านโยบายต่างๆ ที่หาเสียงเอาไว้จะผ่านได้ฉลุย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผลักดันร่างกฎหมายสุขภาพฉบับใหม่แทนที่กฎหมายโอบามาแคร์ ซึ่งไม่ใช่ สส. หรือ สว.พรรครีพับลิกันทุกคนจะเห็นด้วย และกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในสหรัฐขณะนี้ กำลังกลายเป็นบททดสอบที่ทำให้นักลงทุนเริ่มตระหนักว่า รัฐบาลทรัมป์และสภาคองเกรสพรรครีพับลิกันอาจไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน หรือเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ทั้งนี้ กฎหมายสุขภาพฉบับใหม่ต้องอาศัยเสียง สส. 218 เสียง และ สว. 50 เสียง ทว่าปัจจุบัน พรรครีพับลิกันได้ครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งสองสภาอย่างเฉียดฉิวเท่านั้น และหากไม่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตแม้แต่รายเดียวโหวตให้ จะเท่ากับว่าสามารถมีสมาชิกงูเห่าในพรรครีพับลิกันที่ไม่ยกมือโหวตให้ได้เพียง 21 เสียงในสภาล่าง และ 2 เสียงเท่านั้นในสภาสูง ซึ่งขณะนี้ มี สส. และ สว.รีพับลิกันที่ยังแสดงความกังขาต่อกฎหมายดังกล่าวอยู่ถึงราว 60 เสียง
ในกรณีที่เลวร้ายก็คือ หากสภาคองเกรสไม่ผ่านกฎหมายสุขภาพฉบับใหม่ หรือผ่านออกมาได้อย่างฉิวเฉียด กรณีนี้ก็อาจซ้ำรอยกับนโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์หาเสียงเอาไว้เช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความกังวลว่าการผ่านกฎหมายการลดภาษี การผ่านงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดกฎระเบียบ และอื่นๆ อาจทำไม่ได้ง่ายๆ และมีแววจะล่าช้าออกไปกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้
กรณีดังกล่าวจะถือเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า ลำพังเพียงรัฐบาลทรัมป์ไม่อาจผลักดันนโยบายทุกเรื่องตามที่หาเสียงเอาไว้ได้ ซึ่งในช่วงไม่นานมานี้ ทรัมป์เองก็เพิ่งจะเผชิญกับภาวะ “ตุลาการภิวัฒน์” ที่ฝ่ายตุลาการใช้อำนาจผ่านทางศาลยับยั้งคำสั่งพิเศษของทรัมป์ที่ห้ามรับผู้อพยพจาก 6 ประเทศมุสลิมมาแล้ว ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ก็ยังไม่จบปัญหาการเมืองกรณีถูกสอบสวนเรื่องการพัวพันกับรัสเซียในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้บางประการว่า ปัญหาการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคที่พร้อมขัดขาทรัมป์ได้เสมอเมื่อสบโอกาส
เมื่ออุปสรรคกำลังเกิดขึ้นกับสภาคองเกรสอีกจึงทำให้นักลงทุนเริ่มชะลอและทบทวนว่า การผลักดันนโยบายเพื่อกระตุ้นจีดีพีให้โตถึง 3-3.5% ตามที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศเอาไว้นั้น อาจทำไม่ได้จริง หรือล่าช้าออกไป
ทั้งนี้ สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เปิดเผยเบื้องต้นเมื่อไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลมีแผนจะเสนอร่างปฏิรูปกฎหมายภาษี ซึ่งรวมถึงการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax : BAT) ในช่วงเดือน ส.ค.ปีนี้ ทว่านักการเมืองบางราย อาทิ มิตช์ แม็คคอนเนล สว.พรรครีพับลิกันเองได้แย้งว่า อาจไม่เป็นไปตามกำหนด หากร่างกฎหมายสุขภาพต้องเลื่อนออกไปช้ากว่าที่คาดนอกจากความกังวลเรื่องการผลักดันนโยบายแล้ว นักลงทุนบางส่วนยังเริ่มแสดงความกังวลกับตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรงเกินไป และมองว่าเป็นจังหวะดีที่จะพักและเทขายทำกำไรบางส่วนไปบ้าง โดยปัจจุบัน ดัชนีเอสแอนด์พี 500 มีราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 100% ในเวลา 3 ปี (ภาวะฟองสบู่ตามนิยามของบางสำนักอยู่ที่ 150% ในเวลา 2 ปี) และหากนับจากช่วงวิกฤตการเงินในปี 2009 ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 250%
นักวิเคราะห์บางส่วน เช่น เดนนิส การ์ธแมน จากการ์ธแมน เลทเทอร์ คาดว่าการปรับฐานอาจลงแรงถึง 5% และจะยิ่งเลวร้ายกว่านั้นหากทรัมป์ทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้
ธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ได้เปิดเผยผลการสำรวจผู้จัดการกองทุนรายเดือน พบว่า มีผู้ให้ความเห็นสูงสุดเท่าที่เคยมีมาว่า ตลาดในเวลานี้กำลังอยู่ในภาวะที่ร้อนแรงเกินไป และมีเพียง 10% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้เห็นการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีภายในเดือน ส.ค.ตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าสามารถผลักดันการผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆ ออกมาได้ตามที่ประกาศไว้ แม้จะล่าช้าออกไปบ้าง ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ตลาดหุ้นดีดตัวอย่างร้อนแรงอีกครั้ง โดยนักลงทุนบางส่วนอาจรอจังหวะในปีหน้า ที่จะมีการเลือกตั้ง สส. และ สว. ซึ่งในจำนวนนี้มี สว.เดโมแครตเก่าอยู่ในพื้นที่สีแดงของทรัมป์ถึง 13 รัฐ หากได้เพิ่มมาสัก 8 ที่นั่ง การผ่านกฎหมายต่างๆ ในปีหน้า 2018 ก็น่าจะพอหายใจหายคอได้คล่องกว่าในปัจจุบัน
เมื่อถึงเวลานั้น สถิติของดัชนีหลักทรัพย์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นกัน 100% ในเวลาแค่ 3 ปี ก็อาจเป็นเพียงแค่สถิติเก่าที่รอถูกทำลายเท่านั้น จนกว่าโลกจะเข้าสู่การตื่นตัวรับฟองสบู่รอบใหม่อย่างเป็นทางการ







