
"อัจฉริยะ"ร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ปปง.ปมไม่รายงานผลตรวจเส้นทางการเงิน
"อัจฉริยะ" ร้อง "ป.ป.ท." เอาผิดเจ้าหน้าที่ ปปง. หลังตรวจเส้นทางการเงินผู้ต้องหาหลอกขายมือถือ 6,000 ล้านบาท ไม่รายงานผู้บังคับบัญชา
"อัจฉริยะ" ร้อง "ป.ป.ท." เอาผิดเจ้าหน้าที่ ปปง. หลังตรวจเส้นทางการเงินผู้ต้องหาหลอกขายมือถือ 6,000 ล้านบาท ไม่รายงานผู้บังคับบัญชา
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับ เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายหนึ่ง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจาก เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกับพวก ได้ตรวจสอบพบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่มีเงินกว่า 6,000 ล้านบาท แต่หลังจากตรวจพบแล้วกลับไม่รายงานต่อผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมการธุรกรรมทางการเงิน ทำให้คณะกรรมการธุรกรรมไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานฟอกเงิน
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีเมื่อปี 2557 กองบังคับการปราบปรามได้มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่มีพฤติการณ์หลอกขายโทรศัพท์มือถือกับผู้เสียหาย 8 ราย เป็นเงิน 65 ล้านบาท ต่อมาได้ส่งเรื่องไปให้ปปง.ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยมี เจ้าหน้าที่รายนี้พร้อมพวกเป็นคณะทำงานตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินไปให้กับร้านค้าโทรศัทพ์มือถือที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เป็นจำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท แต่ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานผลการตรวจสอบให้กับผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมการธุรกรรมได้รับทราบ จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานฟอกเงิน
ทั้งนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินมีเพียงแค่บัญชีธนาคารเงินฝาก ธนาคารเพียงแห่งเดียว โดยคาดว่ายังมีอีกหลายบัญชีธนาคารที่ยังปกปิดไว้ และไม่ได้รายงานให้กับผู้บังคับบัญชาทราบ และคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท
นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า เมื่อดูจากพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ เชื่อว่าอาจมีเจตนาไม่สุจริต จึงเดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ท. ในวันนี้ โดยได้นำพยานหลักฐานเป็นคำให้การของเจ้าหน้าที่รายนี้ที่ให้เคยให้การต่อศาลมามอบให้ด้วย
ด้าน นายประยงค์ กล่าวว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ท. ก็จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลก็จะเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อพิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จริง และหากพบว่ามีผู้บริหารของ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทำการตรวจสอบต่อไป
"จะพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นให้ละเอียดรอบคอบ และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถตอบได้ต้องขอดูรายละเอียดก่อน"นายประยงค์กล่าว







