posttoday
ไทยเมินไอเอ็มเอฟ ลดดอกเบี้ยกระตุ้นจีดีพี

ไทยเมินไอเอ็มเอฟ ลดดอกเบี้ยกระตุ้นจีดีพี

22 มีนาคม 2560

โดย...เสาวรส รณเกียรติมีความเป็นห่วงกันค่อนข้างมากว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 ที่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกครั้งหรือไม่ เมื่อดูจากการขยายตัวเศรษฐกิจที่ต่ำมานาน ประกอบกับการส่งออกของไทยก็ไม่เป็นเครื่องยนต์ที่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมากระทั่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ต้องออกมาตั้งวงเสวนา การันตีว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวได้ 3.3-3.5% สูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่แม้นักวิชาการจาก มธ.จะไม่เป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจระยะสั้นของไทย แต่ก็กังวลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลายอย่างไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้เศรษฐกิจโตอย่างซึมๆ เป็นเวลานาน กลายเป็นวิกฤต “ต้มกบ” คือกบที่ถูกจับใส่หม้อเติมน้ำตั้งไฟไว้ กว่าจะรู้สึกตัวว่าถูกต้มก็น้ำเดือดแล้วในขณะเดียวกัน คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สรุปผลประเมินเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าและมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ พร้อมทั้งแนะนำให้ไทยดำเนินนโยบายแบบผสมผสาน ใช้ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

มีความเป็นห่วงกันค่อนข้างมากว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 ที่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกครั้งหรือไม่ เมื่อดูจากการขยายตัวเศรษฐกิจที่ต่ำมานาน ประกอบกับการส่งออกของไทยก็ไม่เป็นเครื่องยนต์ที่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา

กระทั่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ต้องออกมาตั้งวงเสวนา การันตีว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวได้ 3.3-3.5% สูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่แม้นักวิชาการจาก มธ.จะไม่เป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจระยะสั้นของไทย แต่ก็กังวลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลายอย่างไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้เศรษฐกิจโตอย่างซึมๆ เป็นเวลานาน กลายเป็นวิกฤต “ต้มกบ” คือกบที่ถูกจับใส่หม้อเติมน้ำตั้งไฟไว้ กว่าจะรู้สึกตัวว่าถูกต้มก็น้ำเดือดแล้ว

ในขณะเดียวกัน คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สรุปผลประเมินเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าและมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ พร้อมทั้งแนะนำให้ไทยดำเนินนโยบายแบบผสมผสาน ใช้ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อหนุนกำลังซื้อในระยะสั้น และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการแข็งค่าของเงิน

ในด้านนโยบายการเงินนั้น ไอเอ็มเอฟเสนอให้ใช้นโยบายการเงินผ่อนปรน เพื่อลดความเสี่ยงเงินเฟ้อต่ำนานด้วย หรือพูดง่ายๆ คือให้ไทยลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าว เพราะไอเอ็มเอฟเห็นว่า (New Mediocre) หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้าและอัตราเงินเฟ้อต่ำในประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศได้ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าและเงินเฟ้อต่ำตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ ไอเอ็มเอฟจึงต้องการให้ไทยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ซึ่ง กอบศักดิ์ ระบุว่า ในส่วนของนโยบายการคลัง ไอเอ็มเอฟเห็นสอดคล้องกับไทยที่มีการขาดดุลงบประมาณ 4.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 แต่ก็ย้ำว่าในระยะปานกลาง หรือ 4-5 ปีข้างหน้า ไทยต้องก้าวไปสู่การมีวินัยการคลังมากขึ้น

ส่วนการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หรือคือการลดดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยไม่เห็นด้วย เพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ถือว่าต่ำมากแล้ว มีเพียงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และปี 2551 ที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐเท่านั้น ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำสุดที่ 1.25% แต่หลังจากนั้น ธปท.ก็ไม่เคยลดดอกเบี้ยลงไปที่ 1.25% หรือต่ำกว่านั้นมาโดยตลอด สาเหตุสำคัญเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดวิกฤตเหมือนปี 2540 หรือเกิดวิกฤตในต่างประเทศจนมาส่งผลกระทบต่อไทย

นอกจากนี้ กอบศักดิ์ ระบุด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำ ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลงมาก ยิ่งหักด้วยอัตราเงินเฟ้อก็กลายเป็นติดลบ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การออมในระบบลดลงมาหลายปี จนล่าสุดการออมของไทยเหลือเพียงประมาณ 22% ของจีดีพี ต่างจากระดับ 30% ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

“ระดับการออมที่ต่ำจะส่งผลต่อปัญหาหนี้ในระยะยาวเมื่อการลงทุนของไทยสูงขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินมากขึ้น เพราะเงินออมในประเทศไม่มาก” กอบศักดิ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม หากดูในรายงานของไอเอ็มเอฟ เป้าหมายหนึ่งของไอเอ็มเอฟที่ต้องการให้ไทยลดดอกเบี้ย ก็เพื่อช่วยให้เงินบาทแข็งกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากไอเอ็มเอฟเห็นว่าไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมากเกินไป ซึ่งในความรับรู้ของไอเอ็มเอฟ มองว่าการเกินดุลดังกล่าว ได้มาด้วยการปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อให้ได้เปรียบด้านการค้า

ทั้งนี้ ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้นมา โดยปี 2559 เกินดุลสูงถึง 11% ของจีดีพี สูงต่อเนื่องจากปี 2558 ที่เกินดุล 8% ของจีดีพี แต่ส่วนใหญ่เป็นการเกินดุลเนื่องจากมูลค่านำเข้าน้ำมันที่ลดลง จากการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกกว่า 50% เมื่อเทียบกับฐานราคาน้ำมันในปี 2558

ในขณะที่การส่งออกของไทยแทบจะไม่ได้ผลประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะทำได้เพียงแค่การประคองไม่ให้การส่งออกของไทยทรุดตัวติดลบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่านั้น โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปว่า ปี 2559 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 214,112 ล้านเหรียญสหรัฐ ทรงตัวที่ 0.0% ดีขึ้นบ้างเทียบกับปี 2558 ที่มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง 5.6% ขณะที่ปี 2559 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 0.1% หรือแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย ส่วนราคาสินค้าส่งออกลดลง 0.1% และเมื่อคิดเป็นมูลค่าในรูปเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 5,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 3.3% เทียบกับการลดลง 0.4% ในปี 2558

กอบศักดิ์ ระบุว่า ไอเอ็มเอฟและไทยมีความเห็นสอดคล้องกันในหลายเรื่อง แต่สำหรับเรื่องการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมนั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันกับไอเอ็มเอฟว่า ดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว และการลดดอกเบี้ยไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินด้วย

ในวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยค่อนข้างเป็นเด็กดีในสายตาของไอเอ็มเอฟและชาวโลก เพราะยอมทำตามเงื่อนไขทุกอย่างของไอเอ็มเอฟ ทั้งการปิดกิจการบริษัทเงินทุน การขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้จะอยู่รอดมาได้ แต่ไทยก็สะบักสะบอมบอบช้ำมาก

สำหรับครั้งนี้ แม้เศรษฐกิจจะโตในอัตราต่ำ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่หวั่นเกรง การแลกเปลี่ยนและเห็นแย้งในการดำเนินนโยบายการเงินการคลังจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท