
ยุโรปลุยคุยค้าเสรีเอเชีย ตั้งรับสหรัฐกีดกัน
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์กระแสกีดกันการค้าจากสหรัฐที่กำลังเป็นความวิตกระลอกใหม่ของทั่วโลก และบรรยากาศการพบปะกันครั้งแรกอันอึมครึมระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กลายเป็นตัวกระตุ้นให้สหภาพยุโรป (อียู) หันหน้าเข้าหาหลายประเทศเอเชีย เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เตรียมตั้งรับความไม่แน่นอนทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะจากสหรัฐแม้สหรัฐจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอียู โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา อียูค้าขายกับสหรัฐมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึง 17.6% อยู่ที่ 6.08 แสนล้านยูโร (ราว 22 ล้านล้านบาท) แต่ท่าทีในช่วงที่ผ่านมาของสหรัฐ ทำให้อียูต้องเร่งหาพันธมิตรทางการค้าใหม่อย่างเร่งด่วน โดยเยอรมนี พี่ใหญ่และประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป เป็นประเทศที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันการทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ สหรัฐโจมตีเยอรมนีทางการค้าอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรัมป์ขู่เก็บภาษีศุลกากรจาก บีเอ็ม ดับเบิ้ลยู ผู้ผลิตรถรายใหญ่สัญชาติเยอรมนีที่ 35% หรือความเห็นจาก ปีเตอร์ นาวาร์โร ประธานสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ ที่วิจารณ์ว่าเยอรมนีกดค่าเงินยูโรเพื่อสร้างความไ
กระแสกีดกันการค้าจากสหรัฐที่กำลังเป็นความวิตกระลอกใหม่ของทั่วโลก และบรรยากาศการพบปะกันครั้งแรกอันอึมครึมระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กลายเป็นตัวกระตุ้นให้สหภาพยุโรป (อียู) หันหน้าเข้าหาหลายประเทศเอเชีย เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เตรียมตั้งรับความไม่แน่นอนทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะจากสหรัฐ
แม้สหรัฐจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอียู โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา อียูค้าขายกับสหรัฐมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึง 17.6% อยู่ที่ 6.08 แสนล้านยูโร (ราว 22 ล้านล้านบาท) แต่ท่าทีในช่วงที่ผ่านมาของสหรัฐ ทำให้อียูต้องเร่งหาพันธมิตรทางการค้าใหม่อย่างเร่งด่วน โดยเยอรมนี พี่ใหญ่และประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป เป็นประเทศที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันการทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้ สหรัฐโจมตีเยอรมนีทางการค้าอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรัมป์ขู่เก็บภาษีศุลกากรจาก บีเอ็ม ดับเบิ้ลยู ผู้ผลิตรถรายใหญ่สัญชาติเยอรมนีที่ 35% หรือความเห็นจาก ปีเตอร์ นาวาร์โร ประธานสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ ที่วิจารณ์ว่าเยอรมนีกดค่าเงินยูโรเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าเหนือสหรัฐ ซึ่งหากสหรัฐเกิดเอาจริงเก็บภาษีที่อัตราดังกล่าวขึ้นมา เศรษฐกิจเยอรมนีคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากในปัจจุบัน เยอรมนีส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐกว่า 5 แสนล้านยูโร (ราว18 ล้านล้านบาท) ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และยา
แม้ทรัมป์จะออกตัวในการคุยกับแมร์เกิลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐเพียงแค่ต้องการข้อตกลงการค้าที่ยุติธรรม เพราะที่ผ่านมา สหรัฐเสียเปรียบประเทศอื่นๆ ทางการค้ามาโดยตลอด แต่ความยุติธรรมที่ทรัมป์หมายถึงคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณน่าวิตกจนทำให้แมร์เกิลกดดันให้อียูเร่งบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับญี่ปุ่น ในงานแสดงเทคโนโลยีซีบิทในเยอรมนีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การเจรจาเอฟทีเอระหว่างอียูและญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นในเดือน มี.ค. 2013 แต่ความไม่ลงตัวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น รวมถึงการขอให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดสินค้าเกษตร และลดข้อจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทอาหารจากอียู ทำให้การเจรจาดังกล่าวแทบไม่มีความคืบหน้าขึ้น
อย่างไรก็ดี สัญญาณความร่วมมือล่าสุดจากทั้งแมร์เกิล และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นซึ่งผิดหวังจากการที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และจากการที่ทรัมป์โจมตีญี่ปุ่นเช่นกันว่าอ่อนค่าเงินเยนเพื่อให้เอื้อต่อการส่งออก เป็นตัวขับเคลื่อนให้อียูและญี่ปุ่นเร่งเพิ่มความร่วมมือมากยิ่งขึ้น
หากอียูสามารถบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับญี่ปุ่นได้ ไม่เพียงจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการค้าให้กับเศรษฐกิจยุโรป เนื่องจากในปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 6 ของอียู โดยมีมูลค่าการค้าในปีที่ผ่านมาราว 1.245 แสนล้านยูโร (ราว 4.64 ล้านล้านบาท) แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดการส่งออกใหม่ๆ เช่น ในกลุ่มประเทศอาเซียน
“ยุโรปจำเป็นต้องปักหมุดการค้าในเอเชีย ตอนนี้เรามีข้อตกลงการค้าเสรีกับเกาหลีใต้แล้ว และเราต้องเดินหน้าบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยความร่วมมือกับญี่ปุ่นจะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจอียูอย่างมาก เนื่องจากเราจะส่งออกไปญี่ปุ่นได้มากขึ้น และความสัมพันธ์ทางการค้าอันยาวนานระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียน ทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงตลาดอาเซียนมากกว่าเดิม” แพททริก เมสเซอร์ลิน ประธานศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจการเมืองนานาชาติของยุโรป กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของอียู โดยในปี 2016 การส่งออกไปยังอาเซียนของอียู อยู่ที่ 8.58 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.21 ล้านล้านบาท) โดยส่งออกผลิตภัณฑ์เคมี เครื่องจักร และอุปกรณ์เครื่องมือด้านการคมนาคม ขณะที่การนำเข้าจากอาเซียน อยู่ที่ 1.22 แสนล้านยูโร(ราว 4.56 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมในหลายด้าน ทั้งชิ้นส่วนเครื่องจักร สินค้าเกษตร รวมถึงเสื้อผ้าและสิ่งทอ
แม้สัดส่วนการค้าของอาเซียนเป็นรองเพียงสหรัฐและจีน แต่อียูเพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอาเซียนแค่ 2 ชาติ คือสิงคโปร์ ที่สรุปข้อตกลงไปเมื่อเดือน ต.ค. 2014 และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางกฎหมายของอียูเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าว ส่วนอีกประเทศคือเวียดนาม ซึ่งบรรลุข้อตกลงกันไปเมื่อปี 2015 คาดว่าเอฟทีเอ กับเวียดนามจะเริ่มมีผลในปี 2018
สำหรับความก้าวหน้าล่าสุดในการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศอาเซียนอื่นๆ นั้น อียูจัดการเจรจาเอฟทีเอกับฟิลิปปินส์รอบที่ 2 ไปเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งอียูออกแถลงการณ์ระบุว่า การพูดคุยเป็นไปในทางบวก และยังต้องมีการเจรจากันอีกในหลายประเด็น เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่จัดการเจรจาไปเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และการพูดคุยกับเมียนมา ซึ่งมีความก้าวหน้าขึ้นมาโดยตลอด
ขณะที่การเจรจาเอฟทีเอระหว่างอียูและไทยนั้น จัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8-10 เม.ย. 2014 เพื่อหาทางทำข้อตกลงที่ครอบคลุมในด้านภาษี ภาคบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงกฎระเบียบการกำกับดูแลต่างๆ และเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ดี การเจรจาเอฟทีเอกับมาเลเซียกลับไม่ราบรื่นนัก และยังคงมีอุปสรรคในหลายด้านแม้ได้จัดการเจรจากันไปแล้วถึง 7 รอบ และยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้งสองประเทศจะกลับสู่โต๊ะเจรจาเมื่อใด
นอกจากการลุยเจรจาเอฟทีเอกับญี่ปุ่นและประเทศอาเซียนแล้ว นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังมองว่า สถานการณ์น่าอึดอัดระหว่างสหรัฐและจีน อาจเป็นโอกาสให้อียูปรับความเข้าใจ เพื่อร่วมมือกับจีนทางการค้าได้ดีขึ้น หลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอียูและจีนมีความตึงเครียดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมเหล็ก ที่อียูเคยโจมตีว่า การผลิตเหล็กเกินปริมาณจนล้นตลาดของจีน ทำให้ผู้ผลิตเหล็กในอียูแข่งขันลำบากยิ่งขึ้น
“ความร่วมมือระหว่างอียูและจีนยังมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่มากมาย โดยจีนไม่ได้หวังให้ยุโรปเข้ามาถ่วงดุลกับสหรัฐ แต่ยุโรปอาจช่วยจีนสกัดสหรัฐไม่ให้ทำอะไรตามอำเภอใจเหมือนในช่วงที่ผ่านมา” หวัง อี้เว่ย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่ง และอดีตผู้แทนการค้าจีนประจำยุโรป กล่าว
นอกจากนี้ แผนการเยือนกรุงเบอร์ลิน ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ภายในปี 2017 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบวันเวลาแน่ชัด ยังอาจเป็นสัญญาณว่า สัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอียูและจีนน่าจะเริ่มไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น
คงต้องจับตาดูว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอียู และการผลักดันการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ จะพายุโรปไปสู่การเสริมความแข็งแกร่งทางการค้าได้หรือไม่ในอนาคต







