posttoday
ชะตากรรมของโอบามาแคร์ (จบ)

ชะตากรรมของโอบามาแคร์ (จบ)

21 มีนาคม 2560

นอกจากความพยายามขัดขวางกฎหมายโอบามาแคร์ทุกขั้นตอน

โดย...นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

นอกจากความพยายามขัดขวางกฎหมายโอบามาแคร์ทุกขั้นตอน ทำให้กฎหมายผ่านสภาผู้แทนและวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงหวุดหวิด โดยประธานาธิบดีโอบามาต้องออกแรง “ล็อบบี้” อย่างเต็มที่แล้ว ทันทีที่กฎหมายผ่านสภา ฝ่ายรีพับลิกันก็เริ่มกระบวนการ “ยกเลิก” (Repeal) กฎหมายทันที แต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องการคะแนนสนับสนุนอย่างน้อย 218 เสียงในสภาผู้แทน และยังต้องฝ่าด่านของประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งมีสิทธิยับยั้งกฎหมายได้ระดับหนึ่งด้วย เมื่อคนนั่งในตำแหน่งประธานาธิบดีเปลี่ยนเป็นทรัมป์ ความพยายามที่จะยกเลิกกฎหมายของฝ่ายรีพับลิกันจึงเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว

ความพยายามล้มกฎหมายนี้ นอกจากการ “ยกเลิก” แล้ว ฝ่ายริพับลิกันยังใช้ช่องทางอื่นทุกช่องทาง ได้แก่ การดำเนินการให้ศาลสูงสุดพิจารณาว่า เป็นกฎหมายที่ “ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” แต่ในที่สุด ศาลสูงสุดก็ตัดสินว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยประธานศาลสูงสุดคือจอห์น โรเบิร์ตส์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยการเสนอของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเป็นฝ่ายรีพับลิกัน เป็นฝ่ายตัดสินว่ากฎหมายไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้น ฝ่ายรีพับลิกันยังพยายาม “หน่วงเหนี่ยว” กฎหมายฉบับนี้ โดยยื่นข้อเสนอให้โอบามาชะลอการบังคับใช้ออกไปอีกหนึ่งปี แต่โอบามาไม่ยอม ฝ่ายรีพับลิกันจึงพยายามขัดขวางโดยทำให้ พ.ร.บ.งบประมาณไม่สามารถผ่านวุฒิสภาได้ทันภายในเที่ยงคืน วันที่ 1 ต.ค. 2555 มีผลให้ต้อง “ปิดที่ทำการรัฐบาล” (Government Shutdown) ราวสองสัปดาห์เศษ เมื่อต้นปี 2556

แม้จะถูกขัดขวางทุกขั้นตอนจากฝ่ายรีพับลิกัน และฝ่ายรัฐบาลโอบามาเองก็เตรียมการไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านระบบไอที ทำให้เมื่อเริ่มดำเนินการเกิดความขลุกขลัก ส่งผลให้คะแนนนิยมของโอบามาเวลานั้นตกต่ำลงไปมาก แต่ในที่สุด ก็ยังมีผู้ได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับถึงเดือน ต.ค. 2557 ประชากรที่ไร้หลักประกันด้านสุขภาพลดลงอย่างชัดเจน ผู้ได้สิทธิช่วยเหลือจากรัฐเสียค่าเบี้ยประกันลดลง ร้อยละ 76 ฝ่ายผู้ให้บริการคือบริษัทประกันก็ได้อานิสงส์จากนโยบายนี้ เพราะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น

เจตนารมณ์ของนโยบายนี้ไม่เพียงเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ช่วยลดภาวะล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการล้มละลายของประชาชนในสหรัฐ นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศให้ลดลง โดยฝ่ายผู้ให้บริการ คือสถานพยาบาลต่างๆ ก็ลดภาระที่จะต้อง “ให้การสงเคราะห์” ลง จากการมีผู้ร่วมกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

เพียงปีเดียวหลังเริ่มดำเนินการ ประกันสุขภาพที่แยกสำหรับเด็กแต่ละคนลดลง เพราะกฎหมายทำให้เด็กเข้าสู่ระบบประกันร่วมกันในครอบครัวเพิ่มขึ้น สำนักทะเบียนราษฎร์พบว่า การประกันแยกสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 19-25 ปี ลดลง 1.6 % หรือราว 3.93 แสนคน ในปี 2554 ผลการสำรวจของแกลลัปโพล รายงานเมื่อเดือน ก.ค. 2557 ประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีประกันสุขภาพ ลดลงจาก 18% ในไตรมาส 3 ของปี 2557

นับถึงต้นปี 2560 มีประชาชนอเมริกันได้อานิสงส์จากโอบามาแคร์ราว 20 ล้านคน การครอบคลุมของหลักประกันสุขภาพในสหรัฐ เพิ่มจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 90 แล้ว การล้มโอบามาแคร์จึงมิใช่เรื่องง่ายๆ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งของฝ่ายรีพับลิกัน และทรัมป์ในการล้มโอบามาแคร์ คือ การลดงบประมาณในส่วนนี้ เพราะโอบามาแคร์ต้องใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนรายได้น้อยให้มีประกันสุขภาพ

ประเด็นเรื่องนี้ พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 ก.พ. 2560 ตั้งชื่อเรื่องว่า “ความตายกับการลดภาษี” (Death and Tax Cuts) ชี้ชัดว่า โอบามาแคร์ เป็นระบบที่มีเหตุผลถูกต้องชัดเจน เขาชี้ว่า “การปฏิรูประบบสุขภาพ (ของโอบามา) เป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของคนนับล้านที่ได้รับการปลอดปล่อย มันหมายความว่า พนักงานไม่ต้องกลัวว่าเมื่อถูกเลิกจ้างจากบริษัทใหญ่แล้ว จะต้องสูญเสียหลักประกันสุขภาพไปด้วย และบรรดาผู้ประกอบการก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแบกภาระเองทั้งหมด เมื่อเจอกรณีพนักงานจะต้องเสียค่ารักษาราคาแพงลิบลิ่ว ประชาชน 20 ล้านคน ที่ได้หลักประกันแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องล้มละลายเมื่อเจ็บป่วย หรือต้องตายโดยไม่สมควรเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา และไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าโอบามาแคร์ได้ช่วยชีวิตคนนับหมื่นทุกปี”

พอล ครุกแมน ชี้ชัดว่า ผู้นำฝ่ายรีพับลิกันแม้ที่เด่นๆ ล้วนไม่มีข้อเสนอที่ดีกว่า ที่จะมาทดแทนหากล้มโอบามาแคร์ลงไป เช่น พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพวกอนุรักษนิยมที่จริงจังกับการคิดหาหนทางปฏิรูป “ตาข่ายนิรภัยสังคมของอเมริกา” ก็มีข้อเสนอที่เป็นเพียง “เรื่องตลกร้าย” (Sick joke) เท่านั้น ในการเสนอให้แต่ละคนมี “เครดิตภาษีเท่าๆ กัน เพื่อนำไปซื้อประกัน” เพราะชัดเจนว่า เครดิตภาษีนั้นไม่เพียงพอสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่จะไปซื้อประกันให้ได้สิทธิประโยชน์เท่ากับที่ได้รับจากโอบามาแคร์ แนวคิดดังกล่าวจึงมีแต่จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากกลายเป็นคนไร้หลักประกัน ขณะที่คนร่ำรวยก็จะได้ “ส้มหล่น” จากการลดภาระภาษีตามมาตรการที่พอล ไรอัน เสนอ

จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีเสียงต่อต้านดังระงมจากภาคประชาชน เมื่อจะมีการล้มโอบามาแคร์โดยฝ่ายรีพับลิกัน

ระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐนั้น ไม่ใช่เวทีของนักการเมืองที่จะทำอะไรได้ตามใจชอบ หลังได้รับเลือกตั้ง แต่จะต้องมีเวทีรับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องต่อสู้กันด้วยเหตุผล คำถามสำคัญจากภาคประชาชนก็คือ ถ้าล้มโอบามาแคร์แล้วจะมีอะไรที่ดีกว่ามาทดแทน โดยที่ฝ่ายรีพับลิกันดูจะยังหาคำตอบไม่ได้ ตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้น ทั้งในศาลาว่าการเมือง (Townhall) โรงพยาบาล และชุมชนต่างๆ คนของรีพับลิกันถูกกดดันหนัก และไม่สามารถตอบคำถามได้เป็นที่น่าพอใจ ทำให้ผลสำรวจประชามติของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ซึ่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 คนเห็นด้วยกับโอบามาแคร์เพียงร้อยละ 48 ขณะที่ไม่เห็นด้วยร้อยละ 47 แต่ผลสำรวจซึ่งรายงานเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2560 ประชาชนเห็นด้วยกับโอบามาแคร์เพิ่มเป็นร้อยละ 54 ไม่เห็นด้วยลดลงเหลือร้อยละ 43 จึงไม่แปลกที่ฝ่ายรีพับลิกันดูจะอ่อนเสียงลง แต่ก็คงเดินหน้าบดขยี้โอบามาแคร์ต่อไป เพื่อลบชื่อนี้ออกไปจากความทรงจำของประชาชน โดยการเสนอกฎหมายใหม่มาแทนตาม “ครรลอง” ของประชาธิปไตย แต่ประชาชนจะยอมรับหรือไม่เพียงใด ย่อมขึ้นกับร่างกฎหมายใหม่ว่าจะดีกว่าของเดิมมากน้อยเพียงใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท