
เก็บภาษีนักการเมือง
เป็นครั้งแรกที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลุกขึ้นมาเสนอให้มีการตรวจสอบภาษีนักการเมืองในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสชัดเจน โดยเลือกเอาเฉพาะคนที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาทขึ้นไป หลังจากพ้นตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี ซึ่งเลือกออกมาได้ 60 คนกรณีนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ระบุว่า ได้ทำรายงานถึงกรมสรรพากรเมื่อปี 2558 ที่ สตง.ส่งรายชื่อนักการเมืองไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษี แต่กรมสรรพากรก็ยังไม่ดำเนินการ กลับทำหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ทั้ง 60 นักการเมือง ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ถ้ารวยเป็นปกติก็จะไม่จัดเก็บภาษีรายได้เพิ่มดังนั้น ชัดเจนว่าที่ สตง.เรียกร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากนักการเมือง ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบการร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งกรณีนี้ทาง ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบอยู่แล้วหากเห็นว่ารัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีทรัพย์สินก่อนและหลังพ้นตำแหน่งห่างกันมากจนเกินไป ซึ่งเป็นคนละกรณีในมุมของ สตง.เห็นว่า แม้จะเป็นกรณีร่ำรวยปกติ แต่ถ้าพบว่ามีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น การที่จะมีทรัพย์สิ
เป็นครั้งแรกที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลุกขึ้นมาเสนอให้มีการตรวจสอบภาษีนักการเมืองในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสชัดเจน โดยเลือกเอาเฉพาะคนที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาทขึ้นไป หลังจากพ้นตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี ซึ่งเลือกออกมาได้ 60 คน
กรณีนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ระบุว่า ได้ทำรายงานถึงกรมสรรพากรเมื่อปี 2558 ที่ สตง.ส่งรายชื่อนักการเมืองไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษี แต่กรมสรรพากรก็ยังไม่ดำเนินการ กลับทำหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ทั้ง 60 นักการเมือง ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ถ้ารวยเป็นปกติก็จะไม่จัดเก็บภาษีรายได้เพิ่ม
ดังนั้น ชัดเจนว่าที่ สตง.เรียกร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากนักการเมือง ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบการร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งกรณีนี้ทาง ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบอยู่แล้วหากเห็นว่ารัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีทรัพย์สินก่อนและหลังพ้นตำแหน่งห่างกันมากจนเกินไป ซึ่งเป็นคนละกรณี
ในมุมของ สตง.เห็นว่า แม้จะเป็นกรณีร่ำรวยปกติ แต่ถ้าพบว่ามีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น การที่จะมีทรัพย์สินเงินทองงอกเงยขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีที่มาที่ไปของรายได้ที่จะต้องสำแดง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องจัดเก็บภาษีเพิ่ม เพราะส่วนใหญ่ที่ สตง.พบคือรายได้ไม่สัมพันธ์กับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นหากตรวจสอบแล้วเสียไม่ครบก็เรียกเก็บพร้อมค่าปรับไป
ทั้งนี้ สตง.เห็นว่า ต้องเรียกให้ปรับตามอายุความซึ่งจะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยเพราะเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร หากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าละเว้น
การยกเรื่องการเสียภาษีนักการเมืองให้ถูกต้องเหมือนอาชีพอื่นๆ นั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการและไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี หากมีเงินได้ถึงกำหนดที่กรมสรรพากรระบุและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องจัดการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีหากพบว่ามีการแจ้งเสียภาษีไม่เป็นไปตามกฎหมาย
โดยเนื้อแท้ของการตรวจสอบภาษี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรควรจะดำเนินการเอง ถือเป็นการทำงานตามปกติ ไม่ต้องรอให้ สตง.หรือหน่วยงานใดมาชี้ว่านี่คืองานของกรมสรรพากร เฉกเช่นเดียวกับกรณีการเรียกเก็บภาษีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรมสรรพากรต้องเรียกเก็บก่อนที่จะหมดอายุความ
โดยหลักการแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะสนับสนุน และจะเป็นประโยชน์ต่อการคัดเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศ หากเข้ามาเพื่อหวังจะโกงกินหวังร่ำรวย หากเคร่งครัดกับการตรวจสอบ ระบบใหม่จะขจัดคนที่ไม่ดีออกไป เพราะโกงยากและตรวจสอบได้ง่าย
แต่เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่า กระทรวงการคลังควรจะสั่งการเป็นนโยบายให้กรมภาษีดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันนับจากนี้ไป ไม่ใช่มีการตั้งเรื่องมาสอบเฉพาะราย ทำให้อาจจะถูกครหาว่าเป็นการจัดการกลั่นแกล้งทางการเมือง
ประเทศไทยยังต้องการเงินภาษีเพื่อไปพัฒนาประเทศอีกมาก และนี่เป็นอีกทางหนึ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดีอีกช่องทางหนึ่ง







