posttoday
ตั้งใจปรองดองกันเถอะ

ตั้งใจปรองดองกันเถอะ

08 กันยายน 2553

.....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

การปรองดองเป็นกระบวนการพัฒนาการเมืองสู่สันติ ไม่ใช่เป็นเพียงเกมทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเล่นๆ บ่นกันไปวันๆ และไม่ใช่วาทกรรมที่หาคำตอบไม่ได้ เรื่องดังกล่าวพูดกันมา วิพากษ์กันมาหลายเดือนแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็ประกาศเจตนารมณ์ได้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่สามารถจัดกระบวนการปรองดองได้สำเร็จ ในขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านตัวจริงก็ได้ประกาศส่งสัญญาณการปรองดองเช่นกัน เน้นการเจรจาที่ต้องผลักดันในทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันหาทางออกกับบ้านเมืองต่อไป

ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการปรองดอง เพื่ออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงมากขึ้น ดังนี้

1.ความรับผิดชอบร่วมกัน คือ เป้าหมายสำคัญของความปรองดอง ขยายความได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่มีผลผูกพันโดยตรงกับการที่เราท่านทั้งหลายเป็นคนไทยร่วมกันไม่ว่าสีใดก็ตาม เหตุผลใดๆ ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าคือความสำเร็จ หรือที่ยอมรับว่าเป็นความล้มเหลว เราท่านทั้งหลายในฐานะคนไทยก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งบวกและลบ ไม่ใช่เอาดีใส่ตัวส่วนความชั่วเป็นเรื่องของคนอื่น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากในการสร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชาติได้ตระหนักร่วมกันก่อน เพื่อเป็นบันไดขั้นที่หนึ่ง ที่จะได้ตั้งโต๊ะหารือกัน หรือจะมีการเจรจาต่อไป

2.เมื่อทุกฝ่ายมีความพร้อมที่จะลดทิฐิมานะและได้มีความรู้สึกร่วมแบบข้อ 1 แล้ว ก็จะเกิดบรรยากาศของการสัมมนา เจรจา เพื่อนำไปสู่สันติได้มากขึ้น ไม่ว่าพรรคการเมืองใดๆ จะส่งตัวแทนขึ้นมา หน้าที่ประสานงาน หรือจะใช้บริการ หรือโซ่ข้อกลาง“ถ่ายทอดสด ออกทีวี” ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมก็เป็นเรื่องที่ดี คงไม่ใช่การปรองดองแบบใต้ดิน หรือปิดหูปิดตาประชาชน ที่สำคัญต้องสร้างบรรยากาศที่ปราศจากผลประโยชน์ของพรรคการเมือง และไม่ใช่การสร้างเกมการเมืองในลักษณะการต่อรองผลประโยชน์เชิงอำนาจ รอวันเผด็จศึกกันใหม่ หากแบบนี้แล้วระยะยาวประเทศชาติไปไม่รอดแน่ๆ

3.ความจริงแล้วการให้ความสำคัญของอารมณ์และความรู้สึกร่วม หรือสภาพพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จของสันติสุขที่จะเกิดขึ้น หากการรับรู้ที่แตกต่างกันก็อาจจะนำมาสู่บรรยากาศการตีความที่ไม่เหมือนกัน การปรองดองก็จะยากลำบากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นภาระของทุกภาคส่วนที่ต้องส่งสัญญาณความชัดเจน

รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศชาติต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ว่า อยากปรองดองกันจริงๆ อาจเริ่มต้นด้วยการ “ใช้เวทีประชาคมระดับหมู่บ้าน” ที่เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน เร่งรัดจัดการประชุมให้ลูกบ้านได้แสดงความคิดเห็นและเห็นความสำคัญของการปรองดองเป็นฉันทานุมัติ เพื่อรองรับสนับสนุนส่งสัญญาณขาขึ้นไปให้รัฐบาลฟังชัดๆ ว่า ประชาชนต้องการอะไร ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอาจใช้กระบวนการประชาคมจากล่างขึ้นบนพร้อมกันทุกพื้นที่ทั้งประเทศให้เป็นวาระสำคัญที่เรียกว่า “วาระปรองดองแห่งชาติ”

4.การปรองดอง หากทำแบบข้อ 3 จะเป็นการจัดระเบียบการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งใหญ่ และจะเป็นข้อมูลที่ทันสมัยทำให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้คุณค่าของการปรองดองไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง สีใดสีหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง และสิ่งที่เราได้จากข้อมูลของประชาชนยังสามารถนำมาประยุกต์ในระดับแผนพัฒนาระดับหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด เป็นการปฏิรูปการปรองดองที่มากกว่าสันติภาพ และจะได้แนวทางหรือแผนพัฒนาประเทศชาติฉบับสมบูรณ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบมากที่สุด และสามารถทำให้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของประเทศชาติมากขึ้น อันส่งผลต่อระบบการจัดการงบประมาณประจำปีเลยทีเดียว เพราะทุกวันนี้โครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่ากระทรวงไหนมักจะอ้างอิงกับการจัดทำงบประมาณที่มาจากความต้องการของประชาคม และก็ต้องพินิจให้ชัดว่าเป็นประชาคมที่แท้จริงหรือไม่

5.ดังนั้นการทำประชาคมจึงเป็นมากกว่าการสร้างความปรองดอง เพราะกิจกรรมในวาระที่ทำให้เกิดการปรองดอง มักเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาร่วมกันของทุกฝ่าย และยิ่งถ้ามีการเมืองเข้ามาแทรกแซงจะทำให้ประชาคมนั้นไม่บริสุทธิ์ และสุดท้ายอาจปรองดองกันไม่ได้ ต้องระวังที่ต้องพิถีพิถันการจัดทำประชาคมให้มีคุณภาพ ไม่ใช่การจัดตั้งหรือทำแบบแก้บนให้เสร็จๆ กันไป

สรุป ความรับผิดชอบร่วมกันจะเป็นหน้าที่พลเมือง และหากทำประชาคมให้เป็นอุปนิสัยมีความต่อเนื่องและมีความสม่ำเสมอ เป็นวาระแห่งชาติที่ทำกันจริงจัง ความปรองดองย่อมบังเกิดขึ้นในเบื้องต้น...ในท่ามกลาง และในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน