
จีนกับภารกิจปรับสมดุลเศรษฐกิจโลก
อาจเป็นด้วยแรงกดดันจากนานาประเทศที่จีนได้เปรียบดุลการค้า หรืออาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ จากการที่จีนมุ่งลงทุนในเชิงรุกมากขึ้นในทุกมุมโลก หรืออาจเป็นเพราะเล็งเห็นถึงแนวโน้มด้านลบจากการปล่อยให้ภาคส่งออกร้อนแรง จนเกิดภาวะพึ่งพาภาคส่งออกมากเกินไป
อาจเป็นด้วยแรงกดดันจากนานาประเทศที่จีนได้เปรียบดุลการค้า หรืออาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ จากการที่จีนมุ่งลงทุนในเชิงรุกมากขึ้นในทุกมุมโลก หรืออาจเป็นเพราะเล็งเห็นถึงแนวโน้มด้านลบจากการปล่อยให้ภาคส่งออกร้อนแรง จนเกิดภาวะพึ่งพาภาคส่งออกมากเกินไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หรืออาจเป็นเพราะตลาดภายในกำลังเป็นความหวังยิ่งกว่าตลาดภายนอก
ล่าสุด จีนจึงริเริ่มปรับกระบวนการค้าการลงทุนเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นที่การลดระดับได้เปรียบดุลการค้า และเพิ่มระดับการนำเข้าให้มากขึ้น
ฉงชวน รองผู้แทนการค้าจีนประจำกระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า จะผ่อนคลายมาตรการควบคุมภาคส่งออก และเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการนำเข้าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าจากประเทศที่เสียเปรียบดุลการค้าจากจีนจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นพิเศษ
แท้จริงแล้ว จีนริเริ่มหลายๆ มาตรการที่มุ่งเชื้อเชิญและโอบอุ้มการลงทุนของต่างชาติภายในประเทศ พร้อมๆ กับการปรับดุลการส่งออก
ดังเช่นล่าสุด ซีจินผิง รองประธานาธิบดีจีน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะปรับกฎหมายและลดหย่อนความเข้มงวดของระเบียบการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน (FDI) เพื่อยกระดับให้จีนเป็นเป้าหมายการลงทุนจากต่างประเทศที่คึกคักยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น การเปิดโอกาสให้ทุนจากต่างประเทศ ยังมีจุดประสงค์เพื่อเกื้อหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายใน ไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมให้บริษัทจีนลงทุนในต่างแดนเพื่อ “กระชับความร่วมมือกับนานาประเทศ”
จะเห็นได้ว่า ไม่เฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าเพื่อปรับดุลภายในประเทศ แต่จีนยังใช้ FDI เพื่อกระตุ้นการขยายตัวภายในอีกด้วย
จากตัวอย่างมาตรการใหม่ที่ยกมา แท้จริงแล้วมีเหตุผลเบื้องหลังให้จีนต้องปรับกระบวนนโยบายอย่างจริงจัง ด้วยปัจจัยความเป็นไปได้ที่ระบุไว้ข้างต้น
ปัจจัยแรก แรงกดดันจากนานาประเทศที่จีนได้เปรียบดุลการค้า
ล่าสุด จีนมิได้เพียงได้เปรียบดุลการค้าปริมาณมหาศาลจากนานาประเทศเท่านั้น แต่จีนยังก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่ผู้ส่งออก รายใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่เยอรมนี
การก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกอาจเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจก็จริง แต่ตำแหน่งนี้มีเงื่อนไขด้านลบเช่นกัน และเป็นสิ่งที่นานาประเทศที่มีประสบการณ์ก่อนจีนในด้านนี้ พยายามสลัดตัวจากการพึ่งพาการส่งออกที่มากเกินไป เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หลังจากที่เผชิญกับภาวะถดถอยตามตลาดหลักของโลก
ที่สำคัญก็คือ จีนต้องเกลี่ยดุลการค้า เพราะต้องการลดแรงกดดันจากการที่นานาประเทศมักหยิบยกประเด็นทำนองนี้ เพื่อฉวยโอกาสกดดันจีนในประเด็นอื่นๆ
ปัจจัยที่สอง ต้องการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ จากการที่จีนมุ่งลงทุนในเชิงรุกมากขึ้นในทุกมุมโลก
เรื่องนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนคาดการณ์ว่า จีนได้กลายเป็นประเทศที่ลงทุนในต่างแดน (ODI) สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกเรียบร้อยแล้ว จากที่รั้งอันดับที่ 12 มาตั้งแต่ปี 2551
ทั้งนี้ ระดับการลงทุนของจีนในต่างแดนเมื่อปีที่แล้ว เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีระดับ ODI จากจีนสูงสุดที่ 71.4% ตามมาด้วยละตินอเมริกา 13% สหภาพยุโรป 5.9% โอเชียเนีย 4.4% อเมริกาเหนือ 2.7% และแอฟริกา 2.6%
ขณะนี้มูลค่า ODI ของจีนสูงถึง 5.65 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทว่า ตัวเลข FDI กลับปรับลดลงถึง 40% เมื่อปีที่แล้ว พร้อมกับการที่เริ่มมีกระแสไม่พอใจกับการที่จีนเข้าไปลงทุนในเชิงรุกมากขึ้นทุกขณะในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
ด้วยแนวโน้มด้านลบที่เริ่มก่อตัวขึ้น จีนจึงจำเป็นจะต้องปรับยุทธศาสตร์การลงทุนในมีความสมดุลยิ่งขึ้นระหว่างการลงทุนนอกกับการรับทุนนอก
แต่แล้วจีนก็สบโอกาสในการปรับดุลในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหันมามุ่งเน้นตลาดภายในแทนที่ตลาดภายนอก เพื่อสลัดตัวเองจากกระแสกดดันต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น สมดุลที่จีนกำลังสร้างขึ้นใหม่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการขยายตัวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทุกวันนี้ กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนอยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่ตลาดจีนใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งสินค้าและบริการจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลกับจีนและกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นจากแรงซื้อเป็นการด่วน
จากการสำรวจกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนจาก Synovate บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก พบว่า เมืองที่มีขนาดใหญ่รองลงมาจากปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ รวมถึงเมืองกลางและขนาดเล็กในจีน เช่น เฉิงตู ต้าเหลียน หรือจินหัว เริ่มใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมอย่าง หลุยส์ วิตอง หรือสวารอฟสกี
แม้จะเป็นการจัดจากความต้องการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย แต่สินค้าประเภทนี้เป็นเครื่องวัดกำลังซื้อสูงสุดได้ดีที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ที่น่าสนใจ เช่น การที่กระทรวงสาธารณสุขจีนเพิ่งเปิดให้ธุรกิจต่างชาติสามารถดำเนินกิจการหรือเป็นเจ้าของโรงพยาบาลในจีนได้ 100% และภายในปี 2563 จีนจะมีรถยนต์ภายในประเทศถึง 200 ล้านคัน หรือภายในเวลา 5 ปี จีนจะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัว
ความเคลื่อนไหว “เล็กๆ น้อยๆ” เหล่านี้ช่วยย้ำถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของสมดุลโลกในอีกไม่นาน
อีกไม่นานจีนอาจผลักดันมาตรการและนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความพร้อมของตนที่จะเป็นกลไกหลักในการปรับสมดุลการค้าและการลงทุนของระบบเศรษฐกิจโลก







