
เศรษฐกิจสร้างสรรค์-ลิขสิทธิ์และเจตนา
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งจากการปฏิบัติ วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี และที่สำคัญคือ มนุษย์ ดังกล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ทำให้คนที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างดีมีน้อย แต่จะรู้จักกันในบางแง่บางมุมเท่านั้น โดยเฉพาะคนไทยเราจะรู้จักเรื่องของเพลงและภาพยนตร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัว ทั้งที่เรียกกันว่า
“เทปผี ซีดีเถื่อน” หรือการที่เข้าไปร้องเพลงคาราโอเกะ หรือหยอดตู้เพลง ล้วนเป็นกิจกรรมที่เราๆ ท่านๆ ทำกันอยู่ นอกจากนี้การละเมิดลิขสิทธิ์ก็มีกันอยู่มากมายทั่วไป มีทั้งข่าวดี ข่าวน่าเห็นใจที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องของคนเก็บขยะถูกจับ เป็นต้น และอาจจะมีตามมาในรูปแบบแปลกๆ ที่น่าเห็นใจอีกมากก็ได้ คงต้องคอยดูกันต่อไป เพราะเรื่องอย่างนี้คนไทยเราเก่งระยะหลังๆ อาจจะมีการรู้จักแง่มุมของลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นในเรื่องของซอฟต์แวร์ เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์มีการแจ้งความ และพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกันมากขึ้น แต่ก็รู้จักกันจำกัดเฉพาะกลุ่มที่เป็นบริษัทที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
ที่จริงงานที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นมีมากกว่าที่กล่าวข้างต้นมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิทธิข้างเคียงอีก เช่น สิทธิของนักแสดง เป็นต้น แต่ก่อนที่ผู้เขียนจะไปไกลจนทำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายงงชีวิต ขอกลับมาพูดถึงเฉพาะงานที่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์โดยตรงดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง งานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ได้แก่
งานวรรณกรรม ซึ่งหมายถึงงานนิพนธ์ทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ และรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
งานศิลปกรรม ซึ่งรวมถึงจิตรกรรม ประติมากรรม งานพิมพ์ สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย ภาพประกอบ อันได้แก่ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติอันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ และงานศิลปประยุกต์
งานดนตรีกรรม เรื่องนี้คงไม่ต้องบอกหรือยกตัวอย่าง เพราะจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี
งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วิดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ที่บันทึกข้อมูลที่ประกอบด้วยลำดับของภาพ หรือภาพและเสียง เป็นต้น
งานภาพยนตร์ เรื่องนี้ก็เช่นกัน ก็เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดี มีการตามจับกันเป็นประจำ
งานสิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ และงานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ และแผนกศิลปะ ซึ่งกรณีสุดท้ายนี้หมายถึงงานสร้างสรรค์ที่ไม่อาจจัดเข้าอยู่ในงานประเภทใดประเภทหนึ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
แต่ที่กล่าวมานี้ยังมีงานที่ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์อีก เช่น คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัยของศาล และรายงานของทางราชการ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ฯลฯ ของทางราชการ หรือคำแปลเกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวนี้ นอกจากนั้นการค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ก็ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ เช่น สูตรระเบิดนิวเคลียร์ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นั้น ไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โดยจะเอาไปใช้ก็ได้ แต่จะเกิดปัญหาอย่างอื่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ซึ่งที่จริงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่ก็น่าจะพอให้เห็นได้ว่า อะไรที่ทำไปแล้วอาจถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ในกรณีของวิวัฒนาการทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ที่พวกเรารวมถึงตัวผู้เขียนเองมีการใช้กันอย่างสนุกสนาน นั่นก็คือ Facebook หรือ BB หรือแม้แต่บล็อก อีเมล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรทราบไว้บ้างว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
อันนี้เป็นเรื่องของการทราบไว้เพื่อจะได้ไม่หลงทำไปโดยไม่เจตนา แต่ถ้าจะเป็นเรื่องของการแฮก หรือเข้าไปเจาะข้อมูล จนรัฐบาลบางประเทศเขาห้ามใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งนั้น ถือเป็นการเจตนาและผิดกฎหมายแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน จึงขอกลับมาสู่ตัวอย่างของกรณีไม่เจตนาดีกว่า
การนำบทความส่วนหนึ่งซึ่งมีลิขสิทธิ์มาแปะไว้ใน Facebook หรือ BB โดยไม่ได้ขออนุญาต ในกรณีของ BB ถ้าเป็นกลุ่ม BB ก็ถือว่าเป็นการเผยแพร่ ซึ่งการเผยแพร่นี้จะทำได้เฉพาะเจ้าของสิทธิเท่านั้น แต่ถ้านำบทความจากหนังสือพิมพ์ทั้งบทมาลง โดยระบุที่มา ชื่อผู้เขียน แล้วให้วิพากษ์วิจารณ์กันก็สามารถทำได้ ซึ่งจะเห็นอยู่บ่อยมาก เช่นเดียวกันถ้านำข่าวจากหนังสือพิมพ์ เฉพาะข้อเท็จจริงมาคุยกัน โดยไม่นำภาพที่มีในหนังสือพิมพ์ หรือรูปหนังสือนั้นมาลงด้วย (เพราะงานภาพถ่ายเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์) ก็ถือว่าทำได้ แต่ถ้านำบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ฟังเลยเหมือนอ่านข่าว ก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน
เช่นเดียวกันการนำสุนทรพจน์ของผู้ใดมาเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าจะใน BB, Facebook, Blog หรือแม้แต่ใน EMail ก็ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของเขาได้ โดยถือว่าเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน เนื่อจากสุนทรพจน์จัดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
การนำนิยายของผู้อื่นมาดัดแปลงในบล็อก แม้จะทำให้สนุกสนานน่าติดตามมากกว่าเจ้าของเดิม ก็ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์นิยายเรื่องนั้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิดัดแปลงงานของตนได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการนำเฉพาะ Plot เรื่องมาใช้เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะ Plot เรื่องถือว่าเป็นเพียงแนวคิด หรือ Idea แต่หากเป็นการลอกเลียนมาบางส่วน แต่เป็นในส่วนสาระสำคัญของงาน แม้จะไม่ใช่ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้
จากตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา คงจะเป็นการยืนยันสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า กฎหมายหรือเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีแง่มุมที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะในแง่ของเจตนาค่อนข้างมาก ในที่สุดแล้วจะผิดหรือไม่ ศาลเท่านั้นจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด แต่สิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวไว้ในที่นี้ก็คือ โทษ การละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีโทษหนักเบาต่างกันไป ขึ้นกับว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นหรือขั้นรอง เป็นการทำไปเพื่อการค้า หรือเป็นเพียงการเผยแพร่ต่อสาธารณชน







