
หลอมสถาบันศึกษา
ปัญหาเด็กนักเรียนนักเลงตีกันถือเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไปแล้วในเวลานี้ เพราะนอกจากจะกลายเป็นการก่ออาชญากรรมเถื่อนเกลื่อนเมืองแล้ว ยังกระทบต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปที่อาจจะได้รับอันตรายตลอดเวลา
ความจริงปัญหานักเรียนทะเลาะตีกันมีมานานแล้ว และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พยายามวางมาตรการมาป้องกันระงับยับยั้งอยู่เป็นระยะๆ อาทิ การสั่งปิดโรงเรียน การเข้าค่ายละลายพฤติกรรมของสถาบันที่เป็นคู่อริกัน และรวมถึงการขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้สอดส่องเอาใจใส่กวดขันดูแลบุตรของตนเองให้มากขึ้น
ทว่ามาตรการดังกล่าวได้ผลในระยะสั้นๆ เพราะหลังจากเรื่องการก่อเหตุทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง นักเรียนนักเลงเหล่านี้ก็ออกมาอาละวาดอีกเป็นแบบนี้อยู่เป็นประจำ จนทำผู้คนในสังคมเอือมระอา
จากปัญหาดังกล่าวมีการเสนอให้เพิ่มบทลงโทษกับผู้ที่ก่อเหตุให้หนักขึ้นเท่ากับการก่ออาชญากรรมของผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้มีผู้กระทำเลียนแบบอีก รวมถึงการส่งเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่อันตราย เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ เห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้นคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะการเพิ่มโทษคงไม่ทำให้นักเรียนนักเลงเหล่านี้เกรงกลัวแต่ประการใด เนื่องจากขาดการยั้งคิด ส่วนการส่งไปดัดนิสัยในพื้นที่เสี่ยงนั้นยิ่งก่อให้เกิดผลเสียในมุมกลับ เพราะทำให้คนในพื้นที่เสี่ยงอาจไม่พอใจ ที่มีการนำคนไม่ดีเข้ามายังพื้นที่ของเขายิ่งทำให้ก่อเหตุหนักเข้าไปอีก ที่สำคัญอาจทำให้คนดีๆ ในพื้นที่เสี่ยงเหล่านั้นคัดค้านและยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการเชิงรุกและมาตรการระยะยาวตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ คือให้สถานศึกษาทำประวัตินักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อร่วมมือกับสถานีตำรวจ รวมทั้งเพื่อให้สารวัตรนักเรียนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้
นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อให้เข้ามาร่วมมือกัน เช่น กลุ่มเพื่อนภาคีเครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายกับภาคประชาชน เช่น กลุ่มครู ตำรวจ อาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ส่วนมาตรการระยะยาวคือจัดหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียน นักศึกษา มีวินัยในตัวเอง มีจิตสาธารณะ
จากมาตรการดังกล่าวดูแล้วก็ไม่ต่างจากมาตรการที่ผ่านมามากนัก จึงไม่แน่ใจว่า จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้บรรเทาเบาบางลงได้อย่างไร
ทางที่ดีรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการควรจะหามาตรการใหม่กว่านี้มาแก้ไขปัญหา อาทิ การหลอมรวมสถาบันการศึกษาให้เป็นสถาบันเดียวกันโดยไม่ต้องให้มีค่ายสัญลักษณ์ของโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ เพื่อป้องกันการทำร้ายผู้ที่ไม่ใช่เป็นคู่กรณี และในขณะเดียวกันต้องกำชับเข้มงวดผู้ที่เกี่ยวข้องให้กวดขันดูแลอย่างสม่ำเสมอ ใครหย่อนยานควรลงโทษให้หนัก ไม่เช่นนั้นปัญหานักเรียนนักเลงคงไม่มีวันหายไปจากสังคมไทย







