posttoday
หุ้นไทยใกล้จุดอันตราย

หุ้นไทยใกล้จุดอันตราย

08 กันยายน 2553

ดัชนีหุ้นไทยปิดล่าสุดวันที่ 7 ก.ย. ที่ระดับ 923.89 จุด นับว่ามาไกลเกินการคาดหมายของโบรกเกอร์ในตลาดหลายขุม จนเกิดคำถามขึ้นมาง่ายๆ ว่า หุ้นไทยที่ขึ้นมาแรงและเร็วขนาดนี้มาถึงจุดสูงสุดสำหรับปีนี้ไปแล้วหรือยัง

ดัชนีหุ้นไทยปิดล่าสุดวันที่ 7 ก.ย. ที่ระดับ 923.89 จุด นับว่ามาไกลเกินการคาดหมายของโบรกเกอร์ในตลาดหลายขุม จนเกิดคำถามขึ้นมาง่ายๆ ว่า หุ้นไทยที่ขึ้นมาแรงและเร็วขนาดนี้มาถึงจุดสูงสุดสำหรับปีนี้ไปแล้วหรือยัง

โดย.....ทีมข่าวหุ้นตลาดทุนหุ้น

 

หุ้นไทยใกล้จุดอันตราย

ประมาณการของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ล่าสุดเดือน ก.ค. คาดว่าเป้าหมายดัชนีปีนี้เพียง 849 จุด และปีหน้า 915 จุด ได้ รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานและการไหลเข้าของทุนต่างชาติแล้ว

เท่ากับว่าดัชนีตอนนี้ไม่เพียงแต่เลยจุดสิ้นปีเท่านั้น แต่ไปไกลกว่าเป้าหมายของปีหน้าที่ได้ให้ไว้

ดัชนีหุ้นไทยที่อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ พี/อี กว่า 14 เท่า เรียกว่า แพงกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เทียบรอบ 5 ปีที่ผ่านมาที่ซื้อขายที่ถูกกว่ามาตลอด

การไหลเข้าของเม็ดเงินต่างชาติช่วงนี้ ที่ผลักดันให้ดัชนีทำสถิติสูงสุดครั้งแล้วครั้งเล่า ได้สร้างสีสันให้แมลงเม่าที่ชอบบินเข้ากองไฟ ขณะเดียวกันได้สร้างความหวั่นวิตกไปพร้อมๆ กัน

กระนั้น ดัชนีก็ยังดาหน้าไปต่อได้อย่างไม่พรั่นพรึง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายของตลาดของวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา สูงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท นับว่าสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และคาดว่ารวมในไตรมาส 3 เฉลี่ยวันละ 3.54 หมื่นล้านบาท หรือถ้านับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 2.52 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2552 ที่อยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท ทำให้กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ที่คิดว่าค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในอัตราลดลง 20-30% จากที่เคยเก็บในอัตราขั้นต่ำ 0.25% ตามการทยอยเปิดเสรีที่เริ่มปีนี้ใจชื้นขึ้นเป็นแถวกำไรไม่ลดเท่าที่คาด เพราะได้ปริมาณการซื้อขายเข้ามาชดเชย

เม็ดเงินที่ถาโถมเข้ามานี้ ทำให้ล่าสุดเริ่มมีโบรกเกอร์หลายรายเริ่มประมาณการต่อไปว่า ดัชนีมีสิทธิไปไกลถึงพันจุดในระยะเวลาใกล้ๆ นี้

คำถามคือว่า เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นไทยที่เงินไหลเข้าไม่หยุด และดัชนีจะไปถึงพันจุดจริงหรือไม่ แล้วการไปถึงจุดนั้น ควรจะสงบใจได้ไหม

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเมืองในประเทศเดือน พ.ค. ดัชนีหุ้นไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 28% จากระดับปิดต่ำสุดที่ 721 จุด วันที่ 25 พ.ค. 2553 จนถึงวันที่ 6 ก.ย. เนื่องมาจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแรง สวนทางเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และคาดว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาต่อเนื่องน่าจะเห็นเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปีหน้าได้แน่นอน

ดังนั้น การเข้ามาของต่างชาติในช่วงนี้จึงได้กำไรสองต่อ หากลงทุนแล้วบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ นั่นเท่ากับว่าเมื่อได้กำไรจากราคาหุ้นที่สูงขึ้นแล้ว ยังได้กำไรจากเงินบาทที่แลกคืนเป็นเหรียญสหรัฐแล้วได้จำนวนมากกว่าเดิมด้วย

นับจากต้นปีเป็นต้นมาเงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 7% เป็นรองก็เพียงค่าเงินเยนญี่ปุ่น และเงินริงกิตมาเลเซีย ที่แข็งค่าประมาณ 10% ผลักดันดัชนีหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 944 จุด เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปลายปี 2539

 

หุ้นไทยใกล้จุดอันตราย

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประมาณการว่า หากพิจารณาตามสถิติคาดว่าในช่วง 1 เดือนข้างหน้า จะมีเงินไหลเข้ามาขั้นต่ำ 2 หมื่นล้านบาท ก่อนที่จะกลับลำขายออกในเดือน ต.ค.นี้ ที่จะผลักดันดัชนีขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 999 จุด หรือพี/อีจะอยู่ที่ 15 เท่า เรียกว่าแทบไม่ต่างกับพันจุดนัก

อย่างไรก็ตาม กว่าจะขึ้นไปถึงจุดนั้นย่อมต้องมีความผันผวนอย่างสูง ตามแรงขายทำกำไรไปตลอดทาง เพราะระดับพันจุดก่อนหน้านี้นั้นมีการประมาณการไว้บ้างประปราย แต่ไม่ใช่เป้าหมายดัชนีในปีนี้ หากแต่เป็นปีหน้า

ดังนั้น การตั้งเป้าหมายพันจุดเป็นการตอบรับสภาพคล่องที่มีท่วมตลาดกับกระแสทุนต่างชาติ ทำให้มีความเสี่ยงมากจนเกินไป ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจภายในยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ แต่ความเสี่ยงในภาพรวมก็ยังมี

นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่การส่งออก โดยเฉพาะไตรมาส 4 ที่อาจเห็นการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติเข้ามาสะสมหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2553 จนถึงวันที่ 7 ก.ย. ประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุดต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พึงระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อใดที่ต่างชาติเหล่านี้ได้กำไรถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว ตลาดก็จะเกิดการชะลอตัวหรือความวิตกว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดซ้ำอีกรอบ แล้วถอนสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย จะกลายเป็นจุดเสี่ยงของแรงกดดันและมีการขายทำกำไรจากกลุ่มสถาบันในประเทศและนักลงทุนในประเทศเช่นเดียวกัน

ความต่างของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนทางตรงในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ กับเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนทางอ้อมอย่างตลาดหุ้นไทยก็คือ เงินทุนอย่างแรกลงทุนแล้วลงทุนเลย ปักหลักลงทุนยาวจนได้ดอกผล แต่เม็ดเงินลงทุนอย่างหลัง มาเร็วและไปเร็ว ยิ่งตลาดหุ้นไทยด้วยแล้วเรียกว่า...เป็นตลาดหุ้นอ่อนไหวอย่างมาก...

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท