posttoday
ฟื้นจริง...แต่

ฟื้นจริง...แต่

08 กันยายน 2553

....พิชัย นริพทะพันธุ์

....พิชัย นริพทะพันธุ์

ตามที่เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกนี้มีการเจริญเติบโตค่อนข้างสูงถึง 10.6% โดย นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว และการจัดเก็บรายได้เกินเป้า อาจจะขาดดุลไม่กี่หมื่นล้านบาทหรืออาจจะกลายเป็นงบประมาณสมดุลก็ได้

ความจริงเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวส่วนหนึ่งก็มาจากที่ปีที่แล้วที่การเจริญเติบโตในครึ่งปีแรกของปีที่แล้วติดลบไปถึง 6% ซึ่งเทียบแล้วเท่ากับการเจริญเติบโตที่แท้จริงจึงโตไม่มากนัก และในครึ่งปีหลังที่รัฐบาลออกมาบอกก่อนว่าจะไม่ดีเท่าครึ่งปีแรก ก็เพราะเมื่อปีที่แล้วในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไม่ได้ติดลบเหมือนครึ่งปีแรก

ไตรมาสสาม ปีที่แล้วติดลบเพียง 2.8% ส่วนไตรมาสที่สี่ ปีที่แล้วโตถึง 5.8% การเจริญโตในครึ่งปีหลังโดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายจะไม่สูงอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงกับติดลบได้ถ้าเศรษฐกิจของโลกเกิดผกผัน

ส่วนในเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่เกินเป้า เนื่องมาจากปีที่แล้วมีการคาดประมาณการจัดเก็บที่ต่ำมาก คือเพียง 1.35 ล้านบาท การที่จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจึงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะมีการตั้งเป้าไว้ต่ำมาก

ส่วนงบประมาณปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ทำลดลง คือเหลือเพียง 1.7 ล้านล้านบาท หรือลดลงกว่า 2.5 แสนล้านบาท โดยรัฐได้โยกงบลงทุนไปอยู่ใน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การที่ท่านนายกฯ ออกมาบอกว่าอาจจะเป็นงบประมาณที่สมดุลจึงไม่เป็นความจริง เพราะมิเช่นนั้นหนี้สาธารณะต้องไม่เพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงมาก จึงอย่าได้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชน และการที่กระทรวงการคลังมาประกาศว่าจะมีงบประมาณสมดุลใน 5 ปี ก็เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงอีกเช่นกัน เพราะรัฐบาลยังต้องกู้เพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ส่วนมากแล้วมาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ก่อไว้ ถึงปีละประมาณ 2 แสนล้านบาท

การอ้างว่าเศรษฐกิจดีส่วนหนึ่งมาจากโครงการแจกเงิน 2,000 บาท ก็ไม่น่าจะจริงเพราะรัฐบาลได้แจกเงินในต้นไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจในไตรมาสนั้นติดลบถึง 4.9% และไตรมาส 3 ก็ยังติดลบอีก 2.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องสูญเปล่าไม่น่าที่จะส่งผลข้ามปีได้

สิ่งที่รัฐควรทำก็คือในภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวนี้ คือการที่รายได้เพิ่มเพื่อทดแทนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยแบงก์ชาติได้ออกมาเตือนอีกแล้วในการที่รัฐมีรายจ่ายประจำ และงบประชานิยมเพิ่มขึ้นมากทำให้เงินลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานลดลง ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของประเทศลดลง

และการที่รัฐบาลจะออกนโยบายการแก้หนี้ภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเกษตรกร และหนี้ครู โดยมีบัตรลดหนี้ มีวินัยมีวงเงิน โดยเห็นว่าการแก้หนี้ให้ประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ และการลดภาระดอกเบี้ยที่สูงในหนี้นอกระบบให้กับประชาชนเพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ แต่อยากขอเตือนว่า การแก้หนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ภาคเอกชนหรือหนี้ภาครัฐต้องแก้ด้วยการหารายได้มาใช้หนี้ การเอาหนี้มาใช้หนี้ หรือการผ่อนผันหนี้นั้น หนี้ก็ยังคงมีอยู่ อาจเป็นการเปลี่ยนเจ้าหนี้เท่านั้น และอาจจะนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มขึ้นอีกได้ในอนาคต หรืออาจทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นให้กับสถาบันการเงิน

รัฐจึงควรหาทางเพิ่มรายได้ให้ประชาชนควบคู่ไปด้วย โดยน่าจะจัดทำโครงการการอบรมอาชีพและหารายได้เสริมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะทำให้ประชาชนที่มาแก้ปัญหาหนี้จะสามารถหารายได้มาใช้หนี้ได้ในอนาคต โดยไม่ทำให้หนี้เสียนอกระบบกลายมาเป็นหนี้เสียในระบบ วิธีนี้เองรัฐบาลก็ต้องคำนึงเช่นกันว่าจะหารายได้เพิ่มอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

หากยังปรากฏว่ามีผู้จ่ายภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคนจากที่มาขึ้นทะเบียน 9 ล้านคน และมีเพียง 60,000 คนเท่านั้นที่เสียภาษีถึงอัตรา 37% และในจำนวนนี้มีเพียง 2,400 คนเท่านั้นที่เสียภาษีเกิน 10 ล้านบาทโดยคิดเป็นรายได้ถึง 34% ของรายได้ภาษีบุคคลทั้งหมด ประเทศไทยก็ไปไม่ถึงไหนแน่ ไม่ทราบว่าเศรษฐีมหาเศรษฐีของประเทศไทยไปอยู่ที่ไหนกันหมด เห็นรถราคาเป็นสิบๆ ล้านวิ่งกันอยู่ฉวัดเฉวียน และบ้านและคอนโดหลังละเป็นร้อยๆ ล้านขายกันหมดหน้าตาเฉย แต่เวลาเสียภาษีมีคนแค่หยิบมือ

ทุกรัฐบาลจะต้องมาแก้ปัญหานี้ และที่สำคัญสุดอย่าให้ประชาชนผู้จ่ายภาษีรู้สึกว่าต้องจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลไปคอร์รัปชัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท