
ตะไบขัดพระ
ผมเคยดูรายการ “รู้ไหมใครโสด” ทางช่อง one คอนเซ็ปต์รายการนี้จะเชิญ “ผู้หญิงโสด”
โดย...อารยชล
ผมเคยดูรายการ “รู้ไหมใครโสด” ทางช่อง one คอนเซ็ปต์รายการนี้จะเชิญ “ผู้หญิงโสด” มาออกรายการแล้วให้คุณผู้หญิงนี้เลือกชายหนุ่มคนหนึ่งใน 5 คนที่ทางรายการเชิญมาด้วยไปออกเดตกัน ผู้ชายที่รายการเชิญมามีทั้งหนุ่มแท้แมนจริง และแอ๊บแมน มีทั้งโสดและไม่โสดอยู่ในนั้น
ใน 5 คนนั้นจะให้สาวโสดเลือกตัดออกไป 2 คนก่อน เหลือไว้ 3 คน โดยเลือกตัดคนที่ตัวเองคิดว่าไม่โสด (อาจแต่งงานแล้วหรือมีแฟนอยู่) และคนที่ไม่มองผู้หญิงออกไป ซึ่งในการเลือกจะตัดใครออกหรือเลือกใครนั้นจะมี 4 กูรูของรายการมาวิเคราะห์ชายหนุ่มทั้ง 5 คนนั้น คนนี้โสดไม่โสด แมนไม่แมน ส่วนสาวโสดจะเชื่อตามกูรูหรือไม่ก็ขึ้นกับเธอ
ขั้นตอนที่สาวโสดตัดใครออกและเลือกหนุ่มไปออกเดตนั้นจะมีการเฉลย คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นแพตเทิร์นที่พิธีกรพูดคือเรามาดู “ธาตุแท้” ของหนุ่ม...ว่าแบบไหนกันแน่ ซึ่งผมมาสะดุดคำว่า “ธาตุแท้” เลยนึกอยากเขียนเรื่องคนที่ชอบเสียดสีให้ร้ายคนอื่น ซึ่งสังคมไทยเป็นโรคนี้เยอะ มีทุกวงการ ทุกอาชีพ พระก็ไม่เว้น
ย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ มีพระระดับมหาเถร 2 รูป รูปหนึ่งพรรษา 60 อีกรูปพรรษา 59 หย่อนกันพรรษาเดียว อยู่วัดเดียวกัน สนิทกันมาก นับถือเคารพกันดี ชาวบ้านเข้าวัดทำบุญหนาแน่นตลอด กิจนิมนต์บ่อย ลาภสักการะปัจจัยจึงไม่พร่อง
เป็นธรรมดา วัดไหนลาภสักการะมากมี กิจนิมนต์ถี่ หลวงพี่ (บางรูป) ก็อยากไปอยู่
แล้วก็จริง ต่อมามีพระธรรมกถึกหรือพระนักเทศน์รูปหนึ่งมาขออยู่วัดด้วย เหตุผลไม่ได้คิดที่จะใช้ความสามารถด้านการเทศน์มาเทศน์โปรดชาวบ้านญาติโยมหรอก แต่เห็นลาภสักการะมันเกิดขึ้นในวัดเยอะก็อยากมาอยู่
อยู่ไปไม่นาน กลายเป็นหลวงพี่ “มหาลาโภ” เจริญด้วยลาภสักการะ จึงคิดขับไล่พระมหาเถรสองรูปออกจากวัด ลาภจะตกที่ตัวคนเดียว...เอาเข้าไปหลวงพี่
แล้วจะขับไล่ยังไง?
พระนักเทศน์ที่บัดนี้ได้ฉายาว่า “มหาโลโภ” (พระโลภมาก) ก็ใช้วิธีการสกปรกด้วยการ “เสียดสี+ยุแยง” เข้าไปหาพระมหาเถรพรรษา 59 ก่อนแล้วบอกว่า เมื่อวานผมเข้าไปหาท่านผู้อาวุโส (60) ท่านว่าหลวงน้าเป็นพระมักได้ เลือกเอาแต่ของดีๆ ของไม่ดีเหลือไว้ให้ท่าน เสียดสีหลวงน้าหลายเรื่อง และยังกำชับผมว่าคุณอย่าไปคบนะ ห่างๆ ไว้เดี๋ยวจะเสียหายไปด้วย วันต่อมาก็เข้าไปหาพระมหาเถรพรรษา 60 ก็พูดทำนองเดียวกัน
แรกๆ ทั้งสองรูปก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นตามที่พระนักเทศน์กล่าวหาหรอก แต่ก็อย่าลืมว่า “น้ำหยดลงหินบ่อยๆ หินมันยังกร่อน” ได้ พอถูกพูดกรอกหูบ่อยเข้ามหาเถรทั้งสองก็บาดหมางใจ พอบาดหมางก็ไม่อยากเห็นหน้ากันอีกต่อไป ในที่สุดก็ออกจากวัดไปทั้งคู่
เสร็จโจรเลย พระนักเทศน์เสวยลาภสักการะรูปเดียว ไม่มีใครมาแบ่ง
แต่อยู่ไปอีกไม่นานก็มรณภาพ และด้วยบาปกรรมที่ทำกับพระมหาเถรสองรูปก็ไปในนรกอเวจี พ้นจากอเวจียังไปเกิดเป็นเปรตหมู ที่ร่างกายเหมือนมนุษย์ หัวเหมือนสุกร
นี่คือธาตุแท้ของพระนักเทศน์
สำหรับวิธีแก้ลำคนที่ชอบด่าว่าเสียดสีผู้อื่น ผมเคยอ่านงานเขียนของท่าน พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ท่านแนะนำให้นึกถึง “พระกับตะไบ”
พระกับตะไบ เกี่ยวกันยังไง
ท่านว่าเวลาที่ช่างหล่อพระเสร็จจะเอาตะไบเสียดสีไปตามองค์พระ แล้วเวลาที่ตะไบเสียดสีองค์พระก็จะค่อยๆ เกลี้ยงเกลา มีสีสัน สุกปลั่ง เสร็จแล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ แท่นบูชา มีแต่คนไปกราบไหว้
สิ่งที่น่าคิดคือ ขณะที่องค์พระกำลังเกลี้ยงเกลาจากการเสียดสีของตะไบ เจ้าตัวตะไบเองที่ขัดองค์พระนั้นก็ค่อยๆ สึกกร่อนลงไปทุกขณะที่องค์พระดีขึ้นๆ ตัวมันก็ลดราคาลงไป
พอองค์พระเสร็จเรียบร้อยคนก็โยนตะไบนี้ทิ้ง ไม่มีค่าอะไร แล้วตลอดเวลาที่คนหลั่งไหลไปกราบไหว้พระจะหาคนไปกราบไหว้ตะไบสักคนเดียวก็ไม่มี
ชะตากรรมของคนที่ชอบเสียดสีคนอื่น เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ใครเขานั้นคงไม่ต่างจากตะไบ ฉะนี้แล







