
คนอายุ20กับวาระการปฏิรูปประเทศไทย
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้วการเดินหน้าไปอย่างเป็นระบบของกระบวนการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองในขณะนี้ในทางหนึ่งก็ได้สร้างความชื่นใจให้กับกลุ่มคนที่ตั้งความหวังอยากจะเห็นกระบวนการทั้งสองเดินไปสู่จุดหมาย แต่ในอีกทางหนึ่งก็อาจทำให้เกิดคำถามกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จับตาดูการปฏิรูปและวิตกกังวลว่ากระบวนการปฏิรูปและสร้างความปรองดองนั้นจะเป็นกระบวนการที่ถูกจัดวางมากกว่าเป็นกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนหลายฝ่ายความวิตกกังวลในประเด็นของการมีส่วนร่วมนั้นเกิดขึ้นจากการกระบวนการคัดสรรคนที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการที่หลายคนมองว่าไม่ได้มาจากทุกภาคส่วนจากฟากประชาชน เพราะดูจากรายชื่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหรือที่เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรงและที่มีส่วนเป็นที่ปรึกษานั้นจะเห็นว่ามีบางส่วนที่พูดได้ว่าไม่ได้เป็นที่นิยมของคนบางกลุ่มแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ประสบการณ์จากหลายๆ ประเทศที่ผ่านกระบวนการปรองดองนั้นจะเห็นว่า ความกังวลที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง สันติภาพ หรือปฏิรูปการเมืองนั้นควรจะเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของคนที่เข้ามาเป็นผู้สร้างและผลักดันกระบวนการให้เกิดขึ้นและทำได้จริงมากกว่าตัวบุคคลที่นั่งเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ มากกว่า
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
การเดินหน้าไปอย่างเป็นระบบของกระบวนการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองในขณะนี้ในทางหนึ่งก็ได้สร้างความชื่นใจให้กับกลุ่มคนที่ตั้งความหวังอยากจะเห็นกระบวนการทั้งสองเดินไปสู่จุดหมาย แต่ในอีกทางหนึ่งก็อาจทำให้เกิดคำถามกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จับตาดูการปฏิรูปและวิตกกังวลว่ากระบวนการปฏิรูปและสร้างความปรองดองนั้นจะเป็นกระบวนการที่ถูกจัดวางมากกว่าเป็นกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนหลายฝ่าย
ความวิตกกังวลในประเด็นของการมีส่วนร่วมนั้นเกิดขึ้นจากการกระบวนการคัดสรรคนที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการที่หลายคนมองว่าไม่ได้มาจากทุกภาคส่วนจากฟากประชาชน เพราะดูจากรายชื่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหรือที่เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรงและที่มีส่วนเป็นที่ปรึกษานั้นจะเห็นว่ามีบางส่วนที่พูดได้ว่าไม่ได้เป็นที่นิยมของคนบางกลุ่มแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ประสบการณ์จากหลายๆ ประเทศที่ผ่านกระบวนการปรองดองนั้นจะเห็นว่า ความกังวลที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง สันติภาพ หรือปฏิรูปการเมืองนั้นควรจะเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของคนที่เข้ามาเป็นผู้สร้างและผลักดันกระบวนการให้เกิดขึ้นและทำได้จริงมากกว่าตัวบุคคลที่นั่งเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ มากกว่า
กรณีของประเทศไทยเรานี้ ปัจจัยที่จะทำให้การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จนั้นจะต้องเน้นหนักไปที่การมีส่วนร่วมและได้รับฉันทามติจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม แต่สำหรับผู้เขียนแล้วกลุ่มคนกลุ่มนี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมด
กลุ่มคนกลุ่มนี้คือ กลุ่มคนที่อยู่ในช่วงอายุ 20-25 ปี ณ ปัจจุบัน แน่นอนว่าหลายคนอาจตั้งคำถามว่ากลุ่มคนที่อยู่ในช่วงอายุ 20-25 ปีนี้ถึงเป็นกุญแจสำคัญ คำตอบที่มีให้คือ
ถ้าเราย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นที่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มของความสับสนวุ่นวายในการเมืองไทยในขณะนี้ ซึ่งหลายคนก็คงย้อนไปตั้งแต่ปี 2548-2549 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนกลุ่มนี้ก็เป็นเด็กอายุ 10-15 ปี ที่การเติบโตมากับการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองที่ไม่ได้เป็นรูปแบบการเมืองที่ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ อย่างน้อยๆ คนที่อายุ 20 ปีในปี 2560 นี้ก็ยังไม่ได้เคยไปออกเสียงเลือกตั้งในแบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบแต่อย่างใด หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งว่า เท่ากับว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่โตมากับความวุ่นวายและปัญหาในทางการเมืองมาโดยตลอด มุมมองที่มีต่อการเมืองและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศอาจจะมีรูปแบบที่มีความเป็นเฉพาะตัวต่างจากกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่าที่อาจจะเคยสัมผัสความเป็นประชาธิปไตยมาก่อน
ลองคิดดูว่าเด็กวัยรุ่นที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาในช่วงปีหรือสองปีข้างหน้า อาจจะไม่เคยไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนกระทั่งอายุเกือบจะ 23-24 ปี ซึ่งก็อาจจะทำให้ความรู้สึกการได้มีส่วนร่วมทางการเมืองที่มาพร้อมกับความเป็นวัยรุ่นที่เป็นวัยของการแสวงหาคำตอบในหลายๆ เรื่องได้หายไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในอนาคตก็เป็นได้
เช่นนี้แล้ว หากวิเคราะห์จากมุมของการขัดเกลาทางการเมือง (Political Socialization) พูดได้ว่าจากปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลต่อการขัดเกลาทางการเมืองได้นั้น “เวลา” และ “ประสบการณ์” ทางการเมืองจะส่งผลต่อมุมมองต่อการปฏิรูปการเมืองและการสร้างความปรองดองของคนกลุ่มนี้มากที่สุด
เพราะการเติบโตมาพร้อมกับการรับรู้และรับฟังเรื่องราวทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นทั้งจากครอบครัว โรงเรียน สังคม สื่อ และรวมถึงตัวเองที่สิบปีที่ผ่านมาการเมืองนั้นเต็มไปด้วยวาทกรรมและการกระทำของตัวแสดงทางการเมืองในระบบการเมืองที่อาจจะทำให้เด็กคนหนึ่งโตมากับความรู้สึกของการ “เบื่อการเมือง” เพราะไม่เห็นว่าการเมืองนั้นไม่ได้นำไปสู่ประโยชน์อะไร หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้เกิดข้อดีอะไรมีแต่ข้อเสียก็เป็นได้
เช่นนี้แล้ว การได้รับฟังความเห็นและความต้องการที่จะเห็นภาพการเมืองในอนาคตของคนกลุ่มนี้ รวมทั้งการได้รับการยอมรับหรือสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้ถือเป็นสิ่งที่คณะกรรมการและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิรูปต้องหันมาให้ความสนใจเป็นเรื่องในลำดับแรกๆ
ต้องไม่ลืมว่า สังคมมักจะตั้งความหวังไว้กับกลุ่มเด็กและคนรุ่นใหม่ในการทำให้การผลักดันหรือการทำให้เกิดการพัฒนาในประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือสังคมอยู่เสมอ ซึ่งก็ต้องรวมถึงเรื่องของการปฏิรูปและสร้างความปรองดองนี้ด้วยเช่นกัน
ดอกผลของกระบวนการจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการฝากให้กับคนในรุ่นนี้สานต่อ เพราะคนที่จะทำการสานต่อกระบวนการนี้คงไม่ใช่คณะกรรมการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวางฐานของ การฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เพราะถ้าให้เดาอายุเฉลี่ยก็คงเกินช่วง 55 ปีขึ้นไป แต่จะเป็นคนในรุ่น 20-25 ปี หรือมากกว่านั้นมากกว่า แต่คงไม่ใช่คนในวัยผู้ใหญ่ในปัจจุบัน
ถ้าจะมองโลกในแง่ร้าย หากโรดแมปหรือแผนการปฏิรูปและปรองดองนั้นไม่ได้รับการยอมรับจากคนในช่วงอายุที่เรียกว่าเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนหนุ่มสาวแล้ว ทำให้คิดได้ว่าการปฏิรูปการเมืองหรือความปรองดองของประเทศจะเกิดขึ้นได้ยากเสียเหลือเกิน
ตัวอย่างของความมุมมองความแตกต่างของการมองการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม หรือ การเมืองระหว่างคนที่บริหารประเทศในปัจจุบันกับเด็กรุ่นใหม่ก็มีให้เป็นอยู่เสมอ เช่น ความต้องการพัฒนาประเทศไทยให้เป็น THAILAND 4.0 แต่มุมมองของธุรกิจสตาร์ทอัพระหว่างผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและกฎหมายในการส่งเสริมหรือบังคับใช้บางครั้งก็ต่างกับคนรุ่นใหม่จนทำให้ข่าวที่ว่าการเริ่มต้นธุรกิจแบบสตาร์ทอัพในประเทศเพื่อนบ้านดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่า เป็นต้น
ที่สุดแล้ว เมื่อหันมามองความคืบหน้าในกระบวนการการปฏิรูปและการปรองดองที่เกิดขึ้น ก็อดที่จะถามไม่ได้ว่านอกจากกระบวนการทำให้เกิดการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายแล้วนั้น การหันมาถามถึงการยอมรับและเห็นในเป้าหมายเดียวกันจากคนในสังคม โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่จะต้องใช้ช่วงชีวิตอยู่กับการทำให้เป้าหมายของการปฏิรูปเกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง
เราอาจต้องเรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิรูปทางการเมืองในหลายๆ ประเทศว่า การมีเพียงระเบียบ แผนงาน ข้อกฎหมาย หรือหน่วยงานมารองรับการปฏิรูปนั้นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จแต่การแสดงออกซึ่งการยอมรับและการยินยอมพร้อมใจกับกระบวนการหรือโรดแมปต่างหากที่เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จอย่างแท้จริง







