
E-Commerce นั้น สำคัญไฉนในวันนี้
โดย...ภัทรพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การผลิตสินค้าได้มากขึ้นแต่ใช้เวลาน้อยลง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ทันต่อยุคสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตกันอย่างแพร่หลาย ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ความเร็วสูง 4จี อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ให้บริการตามบ้าน สำนักงานแบบออปติกไฟเบอร์ และไว-ไฟตามห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถานที่ชุมชนต่างๆ จึงส่งผลให้ก่อเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมากมายทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า บริการต่างๆ ในทุกประเภทนั้นจึงเรียกว่าเป็นธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce นับว่าเป็นธุรกิจที่สามารถดำเนินได้ตลอดทุกวัน ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลจากอินเทอร์เน็ตในยุคนี้จากการคาดการณ์มูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยปี 2559 มี
โดย...ภัทรพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การผลิตสินค้าได้มากขึ้นแต่ใช้เวลาน้อยลง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ทันต่อยุคสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตกันอย่างแพร่หลาย ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ความเร็วสูง 4จี อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ให้บริการตามบ้าน สำนักงานแบบออปติกไฟเบอร์ และไว-ไฟตามห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถานที่ชุมชนต่างๆ จึงส่งผลให้ก่อเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมากมายทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า บริการต่างๆ ในทุกประเภทนั้นจึงเรียกว่าเป็นธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce นับว่าเป็นธุรกิจที่สามารถดำเนินได้ตลอดทุกวัน ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลจากอินเทอร์เน็ตในยุคนี้
จากการคาดการณ์มูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยปี 2559 มีมูลค่า 2.52 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.08% ของมูลค่าการขายสินค้าและบริการทั้งหมด เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 12.42% โดยแบ่งเป็นสัดส่วน เป็นมูลค่าอี-คอมเมิร์ซแบบ B2B จำนวน 1.38 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.74% แบบ B2C จำนวน 7.29 แสนล้านบาท คิดเป็น 28.89% และแบบ B2G จำนวน 4.13 แสนล้านบาท คิดเป็น 16.37% ซึ่งธุรกิจแบบ B2C นั้นมีอัตราการเติบโตขยายตัวมากที่สุดคิดเป็น 15.29% รองลงมา คือ แบบ B2G 3.96% และ B2B ติดลบ 0.33% โดยจากจำนวนผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซทุกรูปแบบทุกประเภทอุตสาหกรรม 5 แสนกว่ารายที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ขนาดนี้
ในกรณีนี้ขอกล่าวถึงธุรกิจแบบ B2C (Business to consumer) คือ การค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการไปแล้วจะต้องไม่นำสินค้าและบริการไปทำธุรกิจการค้าต่อผู้บริโภคคนอื่นต่อไป ธุรกิจแบบ B2C นั้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในปัจจุบันมีจำนวนกว่า 2.7 ล้านราย ถ้าปรับรูปแบบธุรกิจแบบเดิมเป็นอี-คอมเมิร์ซ จะสามารถสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลแบบที่คาดการณ์ไม่ได้เลยทีเดียว
ด้วยผู้บริโภคในยุคดิจิทัลนี้มีพฤติกรรมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ใช้โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นในการติดต่อสื่อสารสนทนากัน ติดตามข่าวสารต่างๆ ผ่านโซเซียลมีเดียที่มีข้อมูลอัพเดทรวดเร็วทั่วถึง สั่งซื้อสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา การจ่ายเงินผ่านออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น e-Money, e-Banking, บัตรเครดิต หรือสามารถเลือกช่องทางต่างๆ ได้ตามสะดวก ติดตามสถานภาพการสั่งซื้อได้ เลือกประเภทการจัดส่งได้ ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าที่ระบุชัดเจน ติดตามสถานภาพการจัดส่งสินค้าได้ ด้านผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซนั้นก็ขายสินค้าและบริการได้แบบไม่ต้องมีหน้าร้าน บริหารจัดการได้โดยไม่ต้องมีสต๊อกสินค้าจำนวนมาก รวมทั้งขณะนี้มีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจบริการขนส่งได้โดยไม่มีรถของตนเอง ดำเนินธุรกิจบริการห้องพักได้โดยไม่ต้องมีอาคารที่พักของตนเอง
ในส่วนอุตสาหกรรมการค้าปลีกค้าส่งของผู้ประกอบการกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME จากการคาดการณ์มูลค่าอี-คอมเมิร์ซในปี 2559 นั้นมีมูลค่าจำนวน 4.67 แสนล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดมากกว่าผู้ประกอบการกลุ่มอื่นและอุตสาหกรรมอื่นทุกประเภท อีกทั้งยังมีแนวโน้มอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 จากตัวเลขมูลค่าดังกล่าว รัฐควรหันมาให้ความสำคัญการค้าปลีกค้าส่งที่ยังมีผู้ประกอบการอยู่อีกจำนวนมาก เมื่อคำนวณตัวเลขอย่างง่ายแล้ว เป็นจำนวนมูลค่าที่มหาศาลและสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนรากฐานทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นได้ระดับหนึ่งว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมนั้นมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ดีไม่แพ้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เลย
การที่รัฐเปิดรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจากต่างชาติเข้ามามาก ถึงแม้จะเป็นการลงทุนของต่างชาติ 50% จนถึง 100% โดยมีมูลค่าการลงทุนต่อธุรกิจเป็นจำนวนระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตามที แต่นั่นก็เป็นการทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของคนไทยถูกแบ่งสัดส่วนทางการตลาดไปโดยปริยาย ปิดโอกาสทางธุรกิจของคนไทยโดยทางอ้อม ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไทยที่เกิดขึ้นแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาก็ล้วนแต่ประสบปัญหาปัจจัยรอบด้านแล้ว กว่าจะเกิดขึ้นมาได้แต่ละธุรกิจนั้นผจญปัญหามาไม่น้อยในยุคเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมา เมื่อลงสู่ตลาดจริงก็ยังมาเจอปลาใหญ่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำสากล น่านน้ำไทยคงไม่วายเว้นประสบปัญหาแบบเดิม ที่เปลี่ยนไปคือจากบ่อปลาแบบเดิมเป็นบ่อปลาดิจิทัลก็แค่นั้น
การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจการค้าปลีกส่ง 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น นับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการค้าขายผ่านทางออนไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก้าวสู่โลกการค้าแบบไร้พรมแดน ไร้ข้อจำกัดด้านเวลา การที่ผู้ประกอบการค้าขายรูปแบบเดิมปรับตัวเข้าสู่รูปแบบอี-คอมเมิร์ซเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงแค่เพิ่มช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว แต่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพ และประสิทธิภาพทางการค้าและบริการให้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการแข่งขันและก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศได้นั้นล้วนแต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้มันเป็นจริง







