
เฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด เอเชียปรับรับทุนรั่ว-หนี้ท่วม
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.50-0.75% เป็น 0.75-1.00% ตามคาดการณ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.50-0.75% เป็น 0.75-1.00% ตามคาดการณ์ พร้อมคงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งหากปรับขึ้นครั้งละ 0.25% จะเหลืออีก 2 ครั้ง โดยการคงแนวโน้มดังกล่าวนี้เองที่ช่วยให้ชาติเอเชียได้คลายความกังวลจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างหนักและปัญหาหนี้ที่ย่ำแย่อย่างมากลงไปได้บ้าง
หลังการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แทนที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นตามที่เคยปรากฏให้เห็น ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐ กลับอ่อนค่าลงไปมากกว่า 1% และไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ 17 ก.พ. ขณะที่ค่าเงินของประเทศในเอเชียต่างแข็งค่าขึ้น
ส่วนหนึ่งที่ตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางดังกล่าวนอกจากการคลายความกังวลแล้ว ยังเป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ขึ้นไปอย่างมากตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย. ซึ่งแม้จะลดลงมาเล็กน้อยในช่วงหลัง แต่ดัชนีค่าเงินดังกล่าวเคยทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปีมาแล้ว จึงไม่เกิดปรากฏการณ์ช็อกตลาดอย่างช่วงปี 2013 ที่เฟดส่งสัญญาณยุติการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนเป็นเหตุให้เกิดเงินไหลออกอย่างมหาศาล
อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับมือของประเทศในเอเชียเอง เห็นได้ชัดที่สุดจากจีนที่เคลื่อนไหวทันทีที่เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเพียง 3 เดือน โดยธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมซื้อคืน (Repo) ระยะ 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน ชนิดละ 0.10% และยังเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสำหรับกลไกเงินกู้ระยะสั้น (เอ็มแอลเอฟ) ระยะ 6 เดือน และ 1 ปี อีก 0.10%
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแม้จะไม่ได้เป็นอัตราดอกเบี้ยหลักของธนาคารพีบีโอซีที่นักลงทุนใช้ประเมินส่วนต่างยามจะเข้าลงทุนหรือถอนทุนออก แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ในฐานะนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ซึ่งจะช่วยดูดเม็ดเงินออกจากระบบและทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้นตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย โดยในปีนี้ จีนตั้งเป้าการขยายตัวของปริมาณเงินในระบบลดลงจากปีก่อนที่ 13% เหลือ 12%
เรย์มอนด์ เหยือง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีน ธนาคารเอเอ็นแซดในฮ่องกง เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พีบีโอซีเคลื่อนไหวไปในทิศทางดังกล่าวให้สอดคล้องกับธนาคารกลางอื่นๆ เนื่องจากจีนไม่สามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนไปได้ตลอด และความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินหยวน
ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยเหลือเงินทุนไหลออกเท่านั้น จีนยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่างๆ ดังกล่าวเพื่อควบคุมการก่อหนี้ที่ถือเป็นปัญหาหนักของจีนที่ต้องเผชิญจนเป็นส่วนทำให้จีนลดเป้าการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เหลือเพียง 6.5% จากระดับ 6.5-7.0% เมื่อปีที่แล้ว
ในวันเดียวกับที่เฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศคงนโยบายการเงิน โดยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลดีกับญี่ปุ่นเองที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปเพื่อช่วยเหลือการส่งออกของประเทศ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจึงเป็นประโยชน์ให้กับญี่ปุ่นในปัจจุบันมากกว่า
นอกจากการก่อให้เกิดเงินทุนไหลออกแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังสร้างความปวดหัวให้กับปัญหาหนี้สกุลเหรียญสหรัฐในเอเชียด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมาเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ และหนึ่งในมาตรการคือการลดดอกเบี้ยจนเข้าใกล้ 0% เปิดช่องให้เอกชนทั่วโลกต่างก่อหนี้เป็นสกุลเหรียญสหรัฐ เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำกว่าในประเทศของตัวเอง
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจึงกลายเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนกู้ยืม และกดดันความสามารถชำระเงินในสกุลเหรียญสหรัฐของประเทศในเอเชียให้ลำบากขึ้น
จอร์จ แมกนัส ผู้เชี่ยวชาญศูนย์จีนศึกษามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารยูบีเอส เปิดเผยผ่านนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า เฟดอาจฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียเนื่องจากปัญหาหนี้ภายในเอเชียเอง โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูง เช่น จีนที่อยู่ที่มากกว่า 200% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) เกาหลีใต้ที่อยู่ที่เกือบ 190% ของจีดีพี และมาเลเซียที่อยู่ที่ 130% ของจีดีพี
มาเลเซียถือเป็นประเทศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการการเงินเข้มงวดของเฟด โดยค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ 7.6% ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2016 ที่ผ่านมา จนทำให้ธนาคารกลางมาเลเซียต้องเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ทว่า มาเลเซียก็ยังไม่ใช่ประเทศที่เผชิญกับปัญหาหนักสุดในการสร้างเสถียรภาพค่าเงิน
แอนดี้ มุกขจี คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เสี่ยงจากการเจอค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากที่สุด โดยต้นทุนสำหรับการแทรกแซงค่าเงินด้วยการใช้เงินกู้ยืมเงินรูเปียห์จากกองทุนท้องถิ่น ไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐ และขายค่าเงินดังกล่าวในตลาดสัญญาช่วงหน้าเพื่อมาชำระเงินที่กู้ยืมมา อยู่ที่ 2.5% มากกว่าช่วงปี 2013 ที่อยู่ที่เพียง 0.1% ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 2.0% มากขึ้นกว่าปี 2013 ที่ 1.0%
แม้ในปัจจุบันชาติเอเชียสามารถรับมือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปได้ แต่อนาคตยังคงความไม่แน่นอนเอาไว้ ทั้งนโยบายปกป้องการค้าของทรัมป์ ขณะที่จีนเองยังไม่แน่ว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ขณะนี้จะยืนยาวไปจนถึงเมื่อไร และมาตรการในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการกำจัดปริมาณหนี้มหาศาลหรือไม่
เอเชียยังต้องรับมือกับทุนไหลออกและหนี้มหาศาลจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีก 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งแม้จะไม่ย่ำแย่เช่นในปีที่ผ่านมา แต่เมื่อรวมกับปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ยังคงต้องเผชิญอีกในอนาคต ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงสำหรับเอเชียที่ต้องตั้งรับให้ดีในปีนี้เช่นกัน







