
แม่แบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
เจนนิส มินต์เจลังกัน ชาวอินโดนีเซีย เชื้อสายมินาฮาซา วัย 30 ปี ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับประจำโรงแรมในโซรง เมืองชายฝั่งที่เป็นประตูสู่หมู่เกาะราชาอัมพัต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหมู่เกาะที่สวยงามที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ กองเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังพนักงานต้อนรับรายนี้คาดหวังว่า บรรดานักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามายังหมู่เกาะอย่างไม่ขาดสายขณะนี้ จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปอย่างมหาศาล และช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเวลาต่อไปขณะที่อีกฟากหนึ่งบนริมชายฝั่งของทะเลสาบโตบา ในจังหวัดสุมาตราเหนือ โบนา ปานา ปาร์ลินดันกัน ไกด์นำเที่ยววัย 54 ปี กำลังสวดภาวนาขอให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ หลังสนามบินในพื้นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงจากกรุงจาการ์ตามายังทะเลสาบ จึงมีความเป็นไปได้ว่า แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะยิ่งคึกคักมากขึ้นกว่าเดิมในช่วงที่ผ่านมา การท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2014 ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 4.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็น 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (
เจนนิส มินต์เจลังกัน ชาวอินโดนีเซีย เชื้อสายมินาฮาซา วัย 30 ปี ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับประจำโรงแรมในโซรง เมืองชายฝั่งที่เป็นประตูสู่หมู่เกาะราชาอัมพัต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหมู่เกาะที่สวยงามที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ กองเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง
พนักงานต้อนรับรายนี้คาดหวังว่า บรรดานักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามายังหมู่เกาะอย่างไม่ขาดสายขณะนี้ จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปอย่างมหาศาล และช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเวลาต่อไป
ขณะที่อีกฟากหนึ่งบนริมชายฝั่งของทะเลสาบโตบา ในจังหวัดสุมาตราเหนือ โบนา ปานา ปาร์ลินดันกัน ไกด์นำเที่ยววัย 54 ปี กำลังสวดภาวนาขอให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ หลังสนามบินในพื้นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงจากกรุงจาการ์ตามายังทะเลสาบ จึงมีความเป็นไปได้ว่า แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะยิ่งคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม
ในช่วงที่ผ่านมา การท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2014 ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 4.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็น 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.09 ล้านล้านบาท) และภายในปี 2025 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่าจะปรับตัวขึ้นจนมีสัดส่วน 4.9% ของจีดีพี อยู่ที่ 2.09 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.31 ล้านล้านบาท) ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวของอาเซียนขยายตัวเร็วที่สุดในโลก รองจากเอเชียใต้
ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมากกับการท่องเที่ยวผจญภัยในดินแดนแปลกถิ่น โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของอาเซียนซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ผมตั้งคำถามว่า ผู้นำในชุมชนต่างๆ จะทำอย่างไรเพื่อรักษาความสนใจเช่นนี้จากนักท่องเที่ยวเอาไว้
ผมมองว่า รัฐซาบาร์ของมาเลเซียจัดเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวถึง 3.4 ล้านคน และกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุด ทั้งในด้านความน่าตื่นตาตื่นใจและยังรักษาความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ได้
แน่นอนว่า ซาบาร์มีข้อได้เปรียบในด้านภูมิประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาคินาบาลู ซึ่งมีความสูงที่สุดในอาเซียน จุดดำน้ำชมความงามใต้ทะเลนับไม่ถ้วน และป่าไม้ที่มีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน แอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดของประเทศ มีบทบาทสำคัญด้วยเช่นกัน จากการลดราคาค่าโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินมายังซาบาร์
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวของซาบาร์ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างง่ายดาย เนื่องจากเมื่อ 25 ปีก่อนหน้านี้ รัฐแห่งนี้เผชิญสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยช่วงนั้นเหล่านักธุรกิจต่างให้ความสนใจกับการแปรรูปไม้จากป่า มากกว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติ และค้นพบว่าการแปรรูปไม้ดังกล่าวไม่ใช่หนทางสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
รัฐบาลท้องถิ่นของซาบาร์จึงต้องจัดทำนโยบายที่เหมาะสมขึ้น เพื่อผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยนอกจากเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ทางการยังปลูกฝังให้เด็กๆ ในโรงเรียนภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย
ดาตุ๊ก มาซิดี มันจุน รัฐมนตรีด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของรัฐซาบาร์ กล่าวว่า การกระตุ้นให้ชุมชนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ
“เราเพิ่มการปลูกป่ามากขึ้นทุกปี โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ กำหนดให้พื้นที่ 10% เป็นเขตป่าอนุรักษ์ (ทีพีเอฟ) ซึ่งในตอนนี้ เขตทีพีเอฟของซาบาร์มีสัดส่วน 23% และเราจะพยายามขยายขนาดพื้นที่ให้ถึง 30% ภายในปี 2025” ดาตุ๊ก มาซิดี มันจุน กล่าว
นอกจากนี้ ดาตุ๊ก มาซิดี มันจุน เสริมว่า การให้ความสำคัญกับจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่แนวทางสู่การขยายตัวอย่างยั่งยืน โดยทางการต้องคำนึงถึงผู้คนในท้องถิ่นด้วย และต้องหาทางให้คนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โฮมสเตย์ ช่างฝีมือในพื้นที่ แม้กระทั่งคนขายไอศกรีม







