
เงินบาทไม่พลิกอ่อน เจอเกินดุลเดินสะพัดสูง
โดย...เสาวรส รณเกียรติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุด อีก 0.25% มาอยู่ที่ 0.75-1.00% สำหรับประเทศไทยนั้น เชื่อว่าปัจจัยหลายอย่างจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงผ่อนคลายการดำเนินการเงินต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ตามที่วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำมาตลอดสำหรับผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนนั้น พบว่า หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 35.06 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าจาก 35.23 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงปิดตลาดวันก่อนหน้า เคลื่อนไหวตามภูมิภาคหลังมีแรงเทขายเหรียญสหรัฐออกมาเพื่อทำกำไรอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.75-1.00% โดยมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดี อัตราการว่างงานลดลง ขณะที่เงินเฟ้อใกล้เข้าสู่ระดับเป้าหมาย พร้อมส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยที่เหมาะสมปลายปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1.25-1.50% หรือต้องขึ้นอีก 2 ครั้ง และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.1% เงินเฟ้อ 1.9% ในปีนี้ ใกล้ระดับเป้า
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร
กลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุด อีก 0.25% มาอยู่ที่ 0.75-1.00% สำหรับประเทศไทยนั้น เชื่อว่าปัจจัยหลายอย่างจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงผ่อนคลายการดำเนินการเงินต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ตามที่วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำมาตลอด
สำหรับผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนนั้น พบว่า หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 35.06 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าจาก 35.23 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงปิดตลาดวันก่อนหน้า เคลื่อนไหวตามภูมิภาคหลังมีแรงเทขายเหรียญสหรัฐออกมาเพื่อทำกำไร
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.75-1.00% โดยมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดี อัตราการว่างงานลดลง ขณะที่เงินเฟ้อใกล้เข้าสู่ระดับเป้าหมาย พร้อมส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยที่เหมาะสมปลายปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1.25-1.50% หรือต้องขึ้นอีก 2 ครั้ง และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.1% เงินเฟ้อ 1.9% ในปีนี้ ใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2%
อย่างไรก็ตาม แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่นักลงทุนคลายความกังวล กรณีที่ว่าหากไม่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ต่อไปเฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนที่เคยกลัวดอกเบี้ยขึ้นแรงแล้วนำเงินออกจากตลาดเกิดใหม่ไปสหรัฐ กลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง เงินบาทจึงปรับตัวมาแข็งค่าเทียบเงินเหรียญสหรัฐในช่วงคืนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี อมรเทพ ระบุว่า เงินบาทไม่ได้แข็งค่ายาว เพราะตัวกำหนดค่าเงินต่อไปคือแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดว่าจะส่งสัญญาณอย่างไร หากเฟดพร้อมขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในเดือน มิ.ย. และ ธ.ค.นี้ จะส่งผลให้เงินบาทอยู่ที่ระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ในกลางปีนี้ และ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ ในปลายปี
ขณะที่ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าสู่ระดับ 35.05 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังเปิดการซื้อขายเช้าวานนี้ เทียบกับ 35.23 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันก่อนหน้า หลังจากการเทขายเหรียญสหรัฐเพื่อทำกำไร ประกอบกับเฟดจะยังคงดำเนินนโยบายกลับเข้าสู่ภาวะปกติรวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีการประเมินว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในเดือน มิ.ย.และ ธ.ค.นี้ ดังนั้นทิศทางของกระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลกลับเข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย อาจไม่ต่อเนื่อง
ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค. ก็ผิดไปจากที่ ธปท.คาดไว้ ส่วนผลต่อเงินทุนไหลออกน้อยกว่าที่เคยไหลเข้ามาไทย โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา น่าจะมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.06 หมื่นล้านบาท) เงินทุนจึงไม่ได้ไหลออกไปมากจนน่าห่วง
ขณะที่ผลต่อเงินบาทนั้น เมธี ระบุว่า แม้จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง แต่คงไม่ทำให้อ่อนค่าไปมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจด้านต่างประเทศของไทยค่อนข้างดี ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ
ทั้งนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งแรกของปีนี้ 0.25% และยังมีแนวโน้มว่าจะขึ้นอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเฉลี่ยครั้งละ 0.25% เท่ากัน ปีนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ก็จะไปอยู่ที่ 1.25-1.5% ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบายของไทยปัจจุบันที่ 1.5% โดยส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐแคบขึ้นมาก เหลือ 0.25% โอกาสที่เงินทุนต่างชาติที่ไหลมาลงทุนในพันธบัตรและหุ้น น่าจะไหลกลับไปสหรัฐที่ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น และผลตอบแทนก็ใกล้เคียงกับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าวอาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยผันผวน ขึ้นกับความรวดเร็วในการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ แต่ผลดีที่จะเกิดขึ้นคือ เงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง และเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของประเทศมากกว่า
แต่หากดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดตามรายงานเศรษฐกิจของ ธปท. พบว่า เดือน ม.ค. 2560 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเดียว 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแม้ว่าการส่งออกจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 8.5% หรือ 17,065 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การนำเข้ากลับมีอัตราเติบโตสูงกว่า คือ 11% หรือมีมูลค่า 15,174 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวลดต่ำลงจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย
เมื่อเทียบกับปี 2559 ทั้งปี ที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 34,670 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยเดือนละ 28,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) การเกินดุลดังกล่าวก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 11.4% ของจีดีพี สูงกว่าปี 2558 ที่เกินดุล 8.1% ของจีดีพี และสูงกว่าแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2557 ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.7% ของจีดีพี
ขณะที่ปี 2560 ไทยเปิดศักราชเดือนแรกของปี ด้วยการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องปกตินัก และหากไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องไปอีก 11 เดือน หรือยังเกินดุลเฉลี่ย 28,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงปีก่อน ก็มีโอกาสสูงมากที่ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 9.4% ของจีดีพี ที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดไว้
การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมากดังกล่าว จึงลดทอนปัจจัยที่ทำให้เงินบาทที่คาดว่าจะอ่อนค่าลง จากการไหลออกของเงินทุน ที่มาจากการที่เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้กระทั่งธนาคารกสิกรไทย ก็ยังปรับเป้าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ จากเดิมคาดว่าจะแตะ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาเป็น 35.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ด้วยสมมติฐานว่า ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 8% ของจีดีพี ต่ำกว่าคาดการณ์ของ สศช.เล็กน้อย
สรุปแล้ว การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด 0.25% ครั้งนี้ ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในไทยแล้ว ผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทก็มีน้อยมาก แม้ในระยะสั้นค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น และผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้ายไประยะหนึ่ง และอาจจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง แต่ก็ไม่อ่อนค่ามากจนทำให้ผู้ส่งออกของไทยได้เปรียบทางการค้า สาเหตุหลักจากปัจจัยภายในประเทศของไทย โดยเฉพาะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก ผู้ส่งออกไทยจึงยังคาดหวังให้ค่าเงินบาทมาช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันไม่ได้
นอกจากจะต้องปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่สินค้าที่ได้เปรียบในการแข่งขันแทน







