posttoday
แนะรื้อหลักสูตรแก้ปัญหานักเรียนนักเลง

แนะรื้อหลักสูตรแก้ปัญหานักเรียนนักเลง

07 กันยายน 2553

นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวะ แนะรื้อหลักสูตรสร้างปัญญา..แก้เรียนนักเลง

นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวะ แนะรื้อหลักสูตรสร้างปัญญา..แก้เรียนนักเลง

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปัญหานักเรียนนักเลงของกลุ่มเด็กอาชีวะบานปลาย ถึงขั้นที่คณะรัฐมนตรีต้องหยิบยกมาพิจารณาและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็น เรื่องเป็นราว เนื่องจากการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาหลายต่อหลายครั้งได้สร้างปัญหา กับสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าผู้ได้รับความสูญเสีย คู่กรณีและผู้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่พลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ทางโพสต์ทูเดย์จึงได้ขอสัมภษณ์พิเศษ "วีระวัฒน์ วรรณศิริ" นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบแนวทางในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม

แนะรื้อหลักสูตรแก้ปัญหานักเรียนนักเลง วีระวัฒน์ วรรณศิริ

วีระวัฒน์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นักเรียนนักเลงในปัจจุบัน เป็นเพราะบริบททางสังคม และสิ่งแวดล้อมของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สมัยโบราณก็มีการทะเลาะวิวาทกันในหมู่วัยรุ่น หรือวัยเรียนเช่นในปัจจุบัน  เพียงแต่ปัจจุบันมีมากขึ้นกว่าแต่เดิมมาก จากการวิเคราะห์ทำให้พบว่า สาเหตุหลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียน เมื่อมีปริมาณมากขึ้น การควบคุมให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการก็ทำได้ยาก ที่สำคัญคือ บริบทางสังคมที่แตกแขนงออกเป็นหลายทาง เช่น การรับส่งข้อมูลข่าวสารกันอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งโทรศัพท์ การส่งข้อความสั้น(SMS) ทำให้เด็กสามารถรับรู้ว่า จุดใดเกิดเหตุ 

อีกทั้งการ ดำรงชีพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องยอมรับกันว่า ปัจจุบันสังคมครอบครัวต่างก็คิดแต่เพียงว่า จะต้องหาเงินมาจุนเจือภายในบ้านให้ได้อย่างเพียงพอตามความต้องการ ทำให้ขาดการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างที่ควรจะเป็น

 “เมื่อการ เอาใจใส่บุตรหลานน้อยลง เหตุการณ์ทะเลาะกันก็เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ  เมื่อผู้ปกครองเอาใจใส่แต่การดำรงชีพ ไม่สนใจคนในครอบครัว เพียงแค่ต้องการหาเงินมาให้เท่านั้น ก็จะไม่ทราบว่าเราได้ขาดความเอาใจใส่ในตัวเด็กไปแล้ว ทำให้เด็กเกิดความแก่งแย่ง แข่งขันกันในทุกรูปแบบ ตามที่ได้เห็นได้พบจากที่ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง ประกอบกับการขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเพียงพอ"

นายกสมาคม โรงเรียนเรียนอาชีวะ กล่าวอีกว่า สังคมเป็นต้นแบบแห่งการขัดแย้ง ทั้งเรื่องการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจ สุดท้ายเด็กก็ต้องมุ่งหาเพื่อน เนื่องจากเป็นคนประเภทเดียวกัน มีความเข้าอกเข้าใจกัน ทำให้เด็กเชื่อเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง

อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า การสื่อสารที่รวดเร็วในปัจุบันก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเด็กได้รับข้อมูลข่าวสารเหมือนกับเช่นผู้ใหญ่ได้รับ แต่การตีความหมาย แปลความ อาจจะแตกต่างกัน เนื่องจากวุฒิภาวะ สภาพแวดล้อมที่พบเจอไม่เหมือนกัน ทำให้จุดนี้อาจก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ เพราะเด็กมองความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่ากลัว เนื่องจากขาดการปลูกฝัง การแนะนำให้เห็นถึงโทษอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรง 

"ดังจะเห็น ได้ในอินเตอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีเด็กช่างกลชูภาพถืออาวุธต่างๆ เพื่อประกาศศักดาของตนเอง โดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความรุนแรง ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากสังคมทั้งสิ้น เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ที่ตนเองกระทำจากสังคม หากสังคมไม่ดี ผู้ใหญ่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี ยังมีข่าวความรุนแรง ทั้งข่มขืน ฆาตรกรรมอยู่ ประกอบกับเด็กมีเพื่อนในรุ่นเดียวกัน เข้าใจกัน ดังนั้น การก่อตัวของความรุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่าย"  

แนะรื้อหลักสูตรแก้ปัญหานักเรียนนักเลง

"หากสังคมดี เด็กและเยาวชนก็จะดีตามไปด้วย แต่เมื่อสังคมเรามันแย่ มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องชู้สาว ทะเลาะวิวาท เมื่อเด็กได้เห็นเข้าบ่อยๆ ก็เกิดเป็นความรุนแรงขึ้นมา กระทั่งในที่สุดก็กู่ไม่กลับ กลายเป็นผู้ร้ายในสันดานทันที เนื่องจากระบบการศึกษาที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้มุ่งหวังอะไร เพียงแต่เด็กติดเพื่อนมากเกินไป และเมื่อก่อเหตุรุนแรงได้แล้ว ความรุนแรงที่จะกระทำต่อไปก็ต้องเพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายเมื่อขาดการดูแล เด็กก็จะกลายเป็นภัยต่อสังคม"  นายกสมาคมโรงเรียนเรียนอาชีวะ ระบุ

วีระวัฒน์ ยอมรับว่า การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องยาก หากมองในมุมแคบๆ แค่ในสถานศึกษาก่อน ครูอาจารย์จะต้องเลี้ยงดูศิษย์ให้เหมือนกับลูกหลาน คือ ดูแลให้เหมือนกับเป็นคนในบ้าน ในครอบครัว ใส่ใจพวกเขาสักนิด อบรมดูแลให้เป็นคนดีให้มากที่สุด แม้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กๆ ได้ก็ตาม เพราะเชื่อว่าหากดูแลให้ถึงที่สุดแล้ว อบรมอย่างเต็มที่แล้ว แต่เด็กไม่รับ หรือไม่ต้องการ ก็ต้องปล่อยไปให้เป็นไปตามแนวทางของเด็กเอง เมื่อพ้นออกจากโรงเรียนไปแล้ว สังคม บริบทโทษต่างๆ จะเป็นตัวชี้วัดเด็กเอง เหมือนกับการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ หากปลูกแล้วไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่ดินดี น้ำพร้อม ก็ต้องย้ายไปปลูกที่อื่น 

“ปัญหานัก เรียนนักเลง โดยเฉพาะเด็กช่างกลนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดแทบจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลย เนื่องจากการรับข้อมูลข่าวสาร สังคม หรือการแข่งขันกันเป็นไปคนละรูปแบบ แต่การเรียนการสอนก็เป็นหลักสูตรเดียวกัน เพียงแต่การแก้ไขคือ ต้องรื้อระบบใหม่ ปลูกฝังปัญญาพร้อมกับความรู้ให้กับเด็ก พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยกว่าปัจจุบัน สอนให้เด็กคิดเป็น คิดถึงผลได้ผลเสียของการกระทำของตัวเอง และที่สำคัญสถาบันครอบครัว ชุมชน ก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย จะปล่อยให้เป็นภาระของทางโรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้”

อย่างไรก็ดี วีระวัฒน์ ก็ยอมรับว่า เป็นไปไม่ได้ที่ปัญหานี้จะแก้ไขให้หมดไปจากสังคมได้ ปัญหาการทะเลาะจะยังเกิดขึ้น เพียงแต่จะหนักหรือเบาแตกต่างกันไปเท่านั้นแต่ก็ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นถึง โทษอันตรายต่างๆ ที่ได้ก่อเหตุลงไปบ้าง เพื่อให้มีสติ ย้ำคิด นึกคิดก่อนที่จะลงมือทำ และไม่กระทบกระเทือนต่อสังคม เหมือนดังเช่นหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา เพียงเพราะมองหน้ากัน อยู่กันคนละสถาบัน ก็จะเอาปืนไปไล่ยิงกันทันที โดยไม่สนว่าใครจะถูกลูกหลงหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

“ทางสมาคมฯ ก็มีมาตรการดูแลโรงเรียนอาชีวะต่างๆ อีกทอดหนึ่ง นอกเหนือจากกระทรวงศึกษาธิการที่จะออกบทลงโทษต่างๆ ออกมา แต่การทำงานของสมาคมฯจะเป็นลักษณะเชิงบวก คือแนะนำทางออกให้กับโรงเรียนที่มีปัญหา และส่อว่าจะถูกปิดให้สามารถมีทางออกได้ พร้อมกับเข้าไปแนะนำนักเรียนในโรงเรียนหรือสถาบันกลุ่มเสี่ยงต่างๆ คือ ทุกอย่างที่โรงเรียนอยากให้คงอยู่ต่อไป เพราะเด็กช่างกลที่เข้ามาเรียนต่างก็รักสถาบัน แต่จะทำอย่างไรให้เด็กรักสถาบันอย่างถูกวิธี ไม่ใช่ว่า รักสถาบันแต่ต้องไปทำลายสถาบันอื่นๆ เพื่อให้สถาบันตัวเองเจ๋ง ต้องเข้าไปปลูกฝังให้มีสติ สามารถไตร่ตรองปัญหาได้ หากจะทะเลาะก็ต้องมีเหตุมีผล ต้องทำให้ตัวเองมีคุณค่าที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อครอบครัวของตัวเอง” วีระวัฒน์ ย้ำทิ้งท้าย 

อย่างไรก็ตาม แน่นอนที่สุดว่าปัญหาการยกพวกตีกันของนักเรียนนักเลงคงไม่มีหน่วยงานสามารถ แก้ไขได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิตที่ ระบุว่า  สาเหตุ 60-80% ที่ทำให้เด็กก่อเหตุเกิดจากพฤติกรรมรักศักดิ์ศรี ทัศนคติค่านิยมรุนแรง การใช้สารเสพติด การดื่มสุรา ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่การบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรก็เป็นโจทย์สำคัญที่น่าขบคิดว่าจะ ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร 

การเสริม สร้างอีคิว และการปลูกฝังค่านิยมใหม่ๆ  น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตัวเด็กด้วยการผลิตนักเรียนเหล่านี้ให้เป็นแรง งานมีฝีมือ  เป็นที่ต้องการของตลาด ฝีมือดี มีรายได้งาม โดยเฉพาะสาขาที่ขาดแคลน อาทิ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯก็อาจเป็นอีกทางออกได้เช่นกัน...

แต่หากต่างฝ่ายต่างทำ ไม่กำหนดแนวและแผนปฏิบัติให้สอดคล้องต้องกัน เห็นทีปัญหานักเรียนนักเลงคงอยู่คู่สังคมไทย ไม่ต่างจากการมีนักการเมืองน้ำเน่าเต็มสภา ...เช่นทุกวันนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท