
ถอดรหัสการสอนวิชาการเงินในยุค 4.0
จากการที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยผ่านการสร้างและใช้นวัตกรรม ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทย จากสถานะในปัจจุบัน ให้ก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ส่งผลให้คุณลักษณะเด็กที่เข้าเรียนและบัณฑิตที่พึงประสงค์เปลี่ยนแปลงไป วันนี้ผมจึงขออนุญาตชวนท่านผู้อ่านพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายครั้งใหม่ที่มีต่อการศึกษาวิชาการเงินในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยเนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาเป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดการเงินโดยตรง และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเป็นอย่างมาก ประเด็นมีอยู่ว่า แล้วการจัดการศึกษาวิชาการเงินในสถาบันการศึกษาชั้นสูงในประเทศควรจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปนี้ หากมองย้อนไปในอดีต การศึกษาวิชาการเงินในยุคแรก จะเริ่มต้นจากการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิชาบัญชี การวิเคราะห์งบการเงิน การเน้นการจัดการด้านการเงินในการสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงาน (Operat
จากการที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยผ่านการสร้างและใช้นวัตกรรม ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทย จากสถานะในปัจจุบัน ให้ก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ส่งผลให้คุณลักษณะเด็กที่เข้าเรียนและบัณฑิตที่พึงประสงค์เปลี่ยนแปลงไป วันนี้ผมจึงขออนุญาตชวนท่านผู้อ่านพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายครั้งใหม่ที่มีต่อการศึกษาวิชาการเงินในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาเป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดการเงินโดยตรง และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเป็นอย่างมาก ประเด็นมีอยู่ว่า แล้วการจัดการศึกษาวิชาการเงินในสถาบันการศึกษาชั้นสูงในประเทศควรจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปนี้
หากมองย้อนไปในอดีต การศึกษาวิชาการเงินในยุคแรก จะเริ่มต้นจากการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิชาบัญชี การวิเคราะห์งบการเงิน การเน้นการจัดการด้านการเงินในการสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงาน (Operation) ให้กับองค์กรเป็นส่วนใหญ่ โดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการทำกำไรของกิจการ โดยการศึกษาวิชาการเงินในยุคแรกนี้ จะมุ่งเน้นเรียนเพื่อใช้สนับสนุนงานทางธุรกิจ จนกระทั่งการเกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของการศึกษาวิชาการเงินครั้งใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากการเกิดขึ้นของตลาดทุน ผมขอเรียกว่าการเงินในยุค 2.0 ก็แล้วกันครับ บริบทของการศึกษาในวิชาการเงินได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านการเงินในการสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงาน มาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างความมั่งคั่งให้เจ้าของกิจการ แบบจำลองต่างๆ ในการกำหนดราคาสินทรัพย์จึงถือกำเนิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประเมินมูลค่าโครงการ หุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ก็ตาม บรรดาตำราด้านการเงินและการลงทุนต่างๆ ก็ได้เกิดขึ้นมากมาย
อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของการสร้างความมั่งคั่ง ก็คือ “ความโลภ” ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการฉ้อฉลทางการเงิน (Financial Fraud) มากมายในตลาดการเงิน นักวิชาการด้านการเงินได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดนี้
จึงได้ปรับปรุงเนื้อหาวิชาด้านการเงินในยุคต่อมา โดยมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและความโปร่งใสในการบริหารกิจการไปพร้อมๆ กันกับการสร้างความมั่งคั่ง ในยุคนี้ จึงมีการศึกษาเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) รวมถึงนำแนวคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับองค์กรไปพร้อมๆ กัน ผมจึงขอเรียกวิชาการเงินที่มีองค์ประกอบของความมั่งคั่งและยั่งยืนควบคู่กันนี้ว่าเป็น วิชาการเงินในยุค 3.0 ก็แล้วกันนะครับ
จากประสบการณ์ในการสอนให้กับสถาบันอุดมศึกษาหลายๆ แห่งของผมเอง ผมมีข้อสังเกตว่า ผู้สอนส่วนหนึ่งยังติดกับดักในการสอนที่เกิดขึ้นจากตำราที่ถูกพัฒนาขึ้นในยุคแรกจนถึงยุค 2.0 ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะมีตำราจากต่างประเทศที่มีความพยายามนำหลักการกำกับดูแลกิจการและแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแนวคิดเรื่องความยั่งยืน ผนวกเข้ามา เพื่อกระจายเนื้อหาให้ครอบคลุมการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับองค์กรด้วย แต่ในประเทศไทย ผู้สอนส่วนหนึ่งยังไม่ได้อัพเดทแผนการสอนให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เหล่านี้ และอีกส่วนที่สอนอยู่ก็อาจไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงให้เข้ากับหลักการสร้างความมั่งคั่งได้
สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากยิ่งขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในยุค 4.0 ในตลาดแรงงาน คือนักศึกษาด้านการเงินในยุคนี้อาจมีความเสี่ยงในการตกงานมากขึ้นกว่าในยุคก่อนๆ เพราะมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ามนุษย์ และมีต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าอีกด้วย ดังนั้น หลักสูตรหรือกระบวนการเรียนการสอนด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินก็ควรปรับให้ทันสมัยกับโลกยุคเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย
จุดสำคัญคือการอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการขับเคลื่อนการศึกษาวิชาการเงิน เช่น e-learning ก็ควรถูกนำมาใช้เพื่อเรียนรู้ความรู้พื้นฐานทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้องให้อาจารย์สอน แล้วใช้เวลาที่ผู้สอนเคยสอนความรู้พื้นฐานทั่วไป มาเป็นการอภิปราย (Discussion) ต่อยอดองค์ความรู้ หรือประยุกต์ใช้ผ่านกรณีศึกษาต่างๆ ก็จะทำให้นักศึกษาเห็นภาพในทางปฏิบัติมากขึ้น และการใช้เทคโนโลยีสื่อการสอนที่ทันสมัยนี้ ยังมีประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย เพราะนักศึกษาเองจะมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้วก็จะเรียนรู้ได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดความรู้ให้ และการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนก็ยังสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มากขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ พอพูดถึงนวัตกรรม ผมคิดว่าคงไม่จำกัดเฉพาะในเรื่องนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการเรียนการสอนเท่านั้น จะรวมถึงกระบวนการใหม่ๆ ในการบูรณาการให้นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมทางการเงินและเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ได้ ดังนั้น นักศึกษาวิชาการเงินยุค 4.0 นี้ ควรจะได้เรียนรู้กระบวนการในการสร้างนวัตกรรม วิชาที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการเงินหลากหลาย
รูปแบบจะต้องถูกบรรจุในหลักสูตร โดยจัดการเรียนรู้แบบคู่ขนานไปกับการให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านสินทรัพย์ทางการเงินใหม่ๆ เช่น บล็อกเชน และบิตคอยน์ เป็นต้น ตลอดจนกลไกแห่งความสำเร็จของนวัตกรรมเหล่านั้นเพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไปที่ขาดไม่ได้คือการพัฒนาทักษะของผู้สอนวิชาการเงินในยุค 4.0 ที่นอกจากจะต้องมีความรู้ด้านการเงินที่ดีแล้ว ยังจะต้องมีทักษะด้านการสอนมุ่งเน้นดิจิทัล (Digital-based Teaching) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการพัฒนาแผนการสอนและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับนักศึกษาในยุคดิจิทัล







