
ชงครม.สมทบเงินออมเพิ่ม
บอร์ด กอช. เห็นชอบเพิ่มเงินสมทบเป็น 2,500 บาทอัตราเดียว เพิ่มเพดานออมเป็น 3 หมื่น/ปีนายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ล่าสุดบอร์ด กอช.ได้เห็นชอบเพิ่มเงินสมทบเป็นตัวเลขเดียว 2,500 บาท/ปี เท่ากันหมดทุกกลุ่ม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนต้องการออม และแก้ปัญหาการจ่ายเงินสมทบที่ยากต่อการทำความเข้าใจทั้งนี้ ปัจจุบันการจ่ายเงินสมทบจากภาครัฐจะเพิ่มตามสัดส่วนอายุ ได้แก่ สมาชิกอายุ 15-30 ปี รัฐสมทบ 50% ของเงินสะสม สูงสุดไม่เกิน 600 บาท/ปี อายุ 30-50 ปี รัฐสมทบ 80% สูงสุดไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาท/ปีนอกจากนี้ ในปี 2560 กอช.จะขยายจำนวนสมาชิกได้ 1 ล้านราย เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงกับพันธมิตรใหม่ เช่น สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และสมาชิกเครดิตยูเนี่ยน จากปัจจุบัน กอช. มีฐานสมาชิก 5.24 แสนราย มีเงินกองทุนรวม 2,070 ล้านบาทสำหรับการใช้งบประมาณกรณีที่เพิ่มเงินสมทบเป็น 2,500 บาท/ปี หากคิดจากฐานสมาชิกที่ 1 ล้านราย เท่ากับรัฐต้องจ่ายเงินสมทบเป็นปีละ 2,500 ล้านบาท เทียบจากปี 2559 ที่ใช้รูปแบบปัจจุบันรัฐจ่ายเงินสมทบราว 600-700 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม ยังให้คงส
บอร์ด กอช. เห็นชอบเพิ่มเงินสมทบเป็น 2,500 บาทอัตราเดียว เพิ่มเพดานออมเป็น 3 หมื่น/ปี
นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ล่าสุดบอร์ด กอช.ได้เห็นชอบเพิ่มเงินสมทบเป็นตัวเลขเดียว 2,500 บาท/ปี เท่ากันหมดทุกกลุ่ม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนต้องการออม และแก้ปัญหาการจ่ายเงินสมทบที่ยากต่อการทำความเข้าใจ
ทั้งนี้ ปัจจุบันการจ่ายเงินสมทบจากภาครัฐจะเพิ่มตามสัดส่วนอายุ ได้แก่ สมาชิกอายุ 15-30 ปี รัฐสมทบ 50% ของเงินสะสม สูงสุดไม่เกิน 600 บาท/ปี อายุ 30-50 ปี รัฐสมทบ 80% สูงสุดไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาท/ปี
นอกจากนี้ ในปี 2560 กอช.จะขยายจำนวนสมาชิกได้ 1 ล้านราย เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงกับพันธมิตรใหม่ เช่น สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และสมาชิกเครดิตยูเนี่ยน จากปัจจุบัน กอช. มีฐานสมาชิก 5.24 แสนราย มีเงินกองทุนรวม 2,070 ล้านบาท
สำหรับการใช้งบประมาณกรณีที่เพิ่มเงินสมทบเป็น 2,500 บาท/ปี หากคิดจากฐานสมาชิกที่ 1 ล้านราย เท่ากับรัฐต้องจ่ายเงินสมทบเป็นปีละ 2,500 ล้านบาท เทียบจากปี 2559 ที่ใช้รูปแบบปัจจุบันรัฐจ่ายเงินสมทบราว 600-700 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังให้คงสัดส่วนการสมทบจากภาครัฐตามสัดส่วนอายุไว้ เช่น ผู้ที่มีอายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ดังนั้นหากต้องการได้เงินสมทบจากรัฐ 2,500 บาท จะต้องออมไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ผู้ที่มีอายุ 30-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% หากอยากได้เงินสมทบจากรัฐ 2,500 บาท จะต้องออมอย่างน้อย 3,125 บาท และผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบให้ 100% หากอยากได้เงินสมทบจากรัฐ 2,500 บาท จะต้องออมอย่างน้อย 2,500 บาท
นายสมพร กล่าวว่า นอกจากนี้บอร์ด กอช. ยังได้เห็นชอบการแก้เพดานการออมจากไม่เกินปีละ 1.32 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท เพื่อให้ผู้ออมมีเงินใช้มากพอหลังเกษียณอายุ ซึ่งต้องนำเรื่องทั้งหมดเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง







