posttoday
เศษผ้ากองขยะพลิกชีวิตหญิงฟิลิปปินส์

เศษผ้ากองขยะพลิกชีวิตหญิงฟิลิปปินส์

12 มีนาคม 2560

ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดย...กิตติณัฏฐ์ จันทร์สุเทพ

ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวขึ้นอย่างมาก และชาวฟิลิปปินส์เองมีทักษะด้านภาษา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลัก ส่งให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดยังไม่เพียงพอลดอัตราความยากจนในฟิลิปปินส์ให้น้อยลงได้ โดยประชากรถึง 1 ใน 4 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประชากรยากจน และต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือแม้กระทั่งกองขยะ อีกทั้งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพหรือไม่มีแม้กระทั่งเงินเก็บในบัญชีธนาคาร

ชีวิตอันแร้นแค้นของชาวฟิลิปปินส์จำนวนมาก ถูกกระหน่ำซ้ำเติมยิ่งขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยการประกาศสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ผู้เดินหน้าจับตายพ่อค้ายาจนมีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้หลายพันคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความยากจนในฟิลิปปินส์ปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากทำให้ครอบครัวนับไม่ถ้วนขาดเสาหลักที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูทุกคนในบ้าน

ปัญหาความยากจนเรื้อรัง จุดประกายให้ รีซ เฟอร์นานเดซ-ลูอิส และเพื่อนซึ่งเติบโตมาในชุมชนแออัดของฟิลิปปินส์อยากมอบโอกาสให้บรรดาผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในกองขยะได้แสดงศักยภาพของตน โดยลูอิสและเพื่อนร่วมกันจัดตั้งธุรกิจผลิตกระเป๋าจากเศษผ้าในกองขยะขึ้นมาในปี 2007 และเปิดให้ผู้หญิงเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า “แร็กส์ทูริช”

ชีวิตแร้นแค้นในกองขยะ

ในอดีตนั้น ลูอิสเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีแม่เป็นเสาหลัก ผู้ทำงานเป็นมิชชันนารี และต้องเดินทางไปทั่วฟิลิปปินส์เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ลูอิสจึงจำเป็นต้องติดตามแม่ไปทุกที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเจอแต่ครอบครัวที่แม่เป็นผู้แบกรับภาระแทบจะทุกอย่างในบ้าน และเหตุนี้เองทำให้ลูอิสเข้าใจถึงหัวอกของผู้คนที่ต้องเผชิญกับความยากจนและอดอยากได้เป็นอย่างดี

นับตั้งแต่นั้น ลูอิสตระหนักว่าทางที่ดีที่สุดที่จะสามารถช่วยพัฒนาชีวิตของผู้คนเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ คือการหยิบยื่นโอกาสให้แก่ผู้เป็นแม่ ซึ่งเป็นผู้แบกรับครอบครัวและเป็นผู้กำหนดอนาคตของเด็กๆ ในพื้นที่แออัดเหล่านี้ โดยหลังจากจบการศึกษาด้านการบริหารจัดการจากมหาวิทยาลัยอาเทนโย เดอ มะนิลา แล้ว ลูอิสจึงมุ่งหน้าไปสู่ชุมชนแออัดที่ชื่อว่า พายาตาส โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนเหล่านี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

กองขยะในเขต “พายาตาส” แห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ โดยผู้คนมากกว่า 1.17 แสนคน ต่างอาศัยอยู่อย่างแออัดและต้องใช้ชีวิตท่ามกลางภัยอันตรายในพื้นที่แห่งนี้ พายาตาสถือว่าเป็นพื้นที่ทิ้งขยะที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ ซึ่งในอดีตมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปวิวทิวทัศน์โดยรอบจรดเส้นขอบฟ้าในพายาตาสกลับรายล้อมไปด้วยภูเขากองขยะ ความสูงเทียบเท่ากับตึก 7 ชั้น

ด้วยเหตุสภาพชีวิตในกองขยะดังกล่าว จึงนับว่าเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยอันยากแค้นที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้ อย่างไรก็ดีผู้คนจำนวนมากยังยึดสถานที่แห่งนี้เป็นบ้าน และทุกๆ วัน เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต้องลุยเข้าไปในกองขยะเพื่อค้นหาของรีไซเคิล เศษเหล็ก หรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีค่า เพื่อเอาไปขายประทังชีวิต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงหลายคนที่อาศัยอยู่ในพายาตาสเริ่มประกอบอุตสาหกรรมครัวเรือนแบบง่ายๆ เช่น การเย็บปักถักร้อย และการผลิตพรมเช็ดเท้าจากเศษผ้าซึ่งหาได้ในกองขยะเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ภาระที่ต้องแบกรับนั้นมากเกินกว่าปริมาณเงินที่หาได้ เนื่องจากผู้หญิงเพียงคนเดียวสามารถเย็บพรมเช็ดเท้าได้เพียงวันละ 10 ผืน และกำไรที่ได้จากการขายพรมเช็ดเท้านั้นมีเพียงแค่ 0.02 เหรียญสหรัฐ/ผืน (ราว 75 สตางค์) เนื่องมาจากถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา

ด้วยเหตุนี้เอง ลูอิสจึงมีเป้าหมายต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนเหล่านี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยความเชื่อว่าความสำเร็จในการประกอบธุรกิจนั้น มาจากการให้โอกาสมากกว่าปริมาณสินค้าที่จะสามารถจำหน่ายได้ ลูอิสจึงชักชวนกลุ่มผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจของเธอ และพยายามสอดแทรกความหมายของการประกอบธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนแก่กลุ่มคนเหล่านี้

เศษผ้ากองขยะพลิกชีวิตหญิงฟิลิปปินส์

ชุมชนช่างเย็บปักถักร้อย

ลูอิสและเพื่อนร่วมกันจัดตั้งกิจการ “แร็กส์ทูริช” ซึ่งเป็นบริษัทที่จะเชื่อมโยงกลุ่มช่างเย็บปักถักร้อยที่ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าถึงตลาดขายสินค้า รวมถึงเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือสามารถเข้าถึงวัตถุดิบในการผลิตสินค้าคุณภาพดีจากโรงงานได้ 

นอกจากนี้ ลูอิสยังมีความคิดที่หลักแหลมโดยการชักชวนผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นแถวหน้าของประเทศ อาทิ ลาโย รอเรล ดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นของฟิลิปปินส์ และ อมินา อารานาซ-อลูนัน นักออกแบบกระเป๋าชื่อดังของประเทศ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการตลาดอุตสาหกรรมครัวเรือนฟิลิปปินส์และเป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางกว่าที่เคยเป็นมา

ในเวลาไม่นานนัก หนึ่งในสองดีไซเนอร์จึงเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า พรมเช็ดเท้าที่ผลิตโดยแรงงานจากกองขยะ ซึ่งไม่มีมูลค่ามากมายเหล่านี้ มีคุณภาพที่ดีจนสามารถนำไปแปรรูปเป็นกระเป๋าถือ ที่ใส่ขวดไวน์ กล่องใส่แว่นตา รวมไปถึงเสื้อสำหรับเล่นโยคะได้ ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่แทบจะไม่มีค่าให้กลับมาโลดแล่นได้อีกครั้ง

แฟชั่นจากกองขยะ

ในปัจจุบัน “แร็กส์ทูริช” จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ซึ่งมีการออกแบบที่ทันสมัยและผลิตด้วยมือ ทำให้สามารถนำไปขายในร้านค้าชั้นนำของฟิลิปปินส์ได้ รวมถึงเตรียมที่จะวางขายในเว็บไซต์ของตนเองในอนาคตอันใกล้นี้

ลูอิสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทว่า “ถือว่าเป็นเรื่องที่สวยงามและจะยิ่งมีความหมายมากขึ้นเมื่อลองสืบค้นดูว่าสินค้ามีต้นตอมาจากที่ใด สินค้าเหล่านี้ไม่เพียงตอบสนองความต้องการด้านแฟชั่นของผู้คนในยุคสมัยนี้เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ด้วย”

สินค้าชนิดใหม่นี้สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้หญิงจากกองขยะที่แทบจะไม่มีโอกาสที่ดีในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋าถือ 1 ใบ มีราคาตั้งแต่ 6-60 เหรียญสหรัฐ/ใบ (ราว 210-2,100 บาท) และหากผลิตในจำนวนจำกัดราคาอาจถีบตัวสูงขึ้นไปถึง 140 เหรียญสหรัฐ/ใบ (ราว 4,900 บาท) ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในแต่ละชิ้นจำนวน 40% จะถูกแบ่งให้ช่างฝีมือผู้ผลิต โดย “แร็กส์ทูริช” มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มช่างฝีมือมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2,000% เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้า และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการจ้างงานผู้หญิงที่มีฝีมือแต่ด้อยโอกาสไปแล้วถึง 350 คน (ซึ่งในตอนแรกมีการตั้งกลุ่มเป็นสหกรณ์ประกอบด้วยสมาชิก 54 คน และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท) รวมถึงขยายจากชุมชนเดียวไปเป็น 21 ชุมชนทั่วฟิลิปปินส์

การออกแบบอย่างยั่งยืน

“แร็กส์ทูริช” เชื่อว่าความเท่าเทียมกันคือสิ่งสำคัญ และแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนอุตสาหกรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นรอยด่างพร้อยของประเทศให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ผู้หญิงในเขตพายาตาสมีอาชีพที่มั่นคงยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีทักษะในการดำรงชีวิต โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้หญิงกลุ่มดังกล่าว

การให้ความเคารพต่อตนเองถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่โครงการต้องการส่งเสริม แต่การวัดความพยายามเหล่านี้สำเร็จหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น หนึ่งในผู้ร่วมโครงการอับอายที่จะพูดว่าตนเองมาจากเขตชุมชนแออัด แต่เมื่อได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ตนเป็นคนทำขึ้นถูกสวมใส่โดยนางแบบชาวฟิลิปปินส์ภายในงานเปิดตัวสินค้าในโรงแรม 5 ดาว พวกเธอก็อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้

แร็กส์ทูริช ไม่เพียงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงในพายาตาสให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่การนำผ้าพันคอ และวัตถุดิบอื่นที่ถูกทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ยังช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นด้วย โดยลูอิสเปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีแผนที่จะทำกระเป๋าที่ผลิตจากเศษไม้เนื้อแข็งและเส้นใยของพืช ซึ่งจะนำไปทอด้วยเครื่องทอผ้าพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปจากประเทศ โดยจะถูกผลิตโดยกลุ่มช่างฝีมือจากพายาตาสและจากชุมชนอีกสองแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขา เซียรา มาเตร ในฟิลิปปินส์ แร็กส์ทูริช ยังเตรียมที่จะผลิตสินค้าอีกหลายชนิดซึ่งใช้วัสดุในการผลิตจากเศษหนัง เส้นด้าย เศษไม้และเหล็ก รวมไปถึงขวดแก้วรีไซเคิล ที่หาได้จากบริเวณที่ทิ้งขยะ

ทั้งนี้ ลูอิส กล่าวปิดท้ายว่า กิจการ “แร็กส์ทูริช” กำลังสร้างช่องทางธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยเปิดช่องทางให้ชุมชนหลายแห่งที่ขาดโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการผลิตนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท