
พัฒนาทุนมนุษย์ สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
โดย...ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นรองประธานคนที่ 1 โดย พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ได้มอบนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าเต็มที่ในการนำประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0
ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อให้นโยบายการพัฒนาคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลประสบความสำเร็จได้คือ การพัฒนาคนในระดับพื้นที่ให้เข้มแข็ง รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานอื่นๆ มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาฯ เพียงหน่วยเดียว
หากเปรียบเทียบนโยบายการพัฒนากำลังคนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังกล่าวของรัฐบาลไทยกับนโยบายในลักษณะเดียวกันของรัฐบาลประเทศอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ สวีเดน เยอรมนี สิงคโปร์ และฟินแลนด์ จะพบว่าประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนของแรงงานมีฝีมือขั้นสูงอยู่ราวร้อยละ 43-55 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดของประเทศ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังคนในตลาดแรงงาน
จากข้อมูลของ Human Capital Report 2016 ซึ่งจัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ส่วนประเทศไทยกลับมีสัดส่วนแรงงานมีฝีมือขั้นสูงเช่นนี้อยู่เพียงร้อยละ 14.4 แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันที่ค่อนข้างสูงมาก และที่สำคัญหากประเทศไทยต้องการจะยกระดับเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในขั้นเดียวกับกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก 4 ประเทศข้างต้นแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนากำลังคนที่มีทักษะแรงงานขั้นสูงให้ได้มากขึ้นอีกถึง 3 เท่าตัว
แต่ในความท้าทายนั้น เราน่าจะมีความหวังครับ หลังจากผมได้ฟังการนำเสนอของ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งได้ร่วมงานกับ สสค. ในการวิจัยพัฒนามาตรการสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ได้สรุป 5 บทเรียนสำคัญที่น่าจะเกิดประโยชน์แก่จังหวัดในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากข้อมูลแนวโน้มในการจ้างงานในระดับจังหวัด ที่มาจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการทั่วประเทศจำนวน 4 หมื่นแห่ง ดังนี้ครับ
1) คณะทำงานจังหวัดต้องมีข้อมูลในการวางแผนการทำงานร่วมกันในพื้นที่ เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ชัดเจน 2) จังหวัดจะต้องสามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้องที่เข้ากับทิศทางจังหวัดได้มากขึ้น เช่น เชียงใหม่เดิมการท่องเที่ยวถูกตั้งให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ แต่เมื่อสำรวจต้นทุนในอนาคตจะพบว่า ภาคเกษตรกรรมและการบริการทางสุขภาพ กลับเป็นต้นทุนสำคัญในอนาคต 3) จังหวัดต้องมีเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพกับครู ผู้ปกครอง และเด็กเยาวชน 4) บุคลากรในพื้นที่มีทักษะในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างการจ้างงานได้เองในทุกปี จังหวัดจึงจะสามารถดึงข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนาจังหวัด และ 5) เกิดโมเดลการศึกษาประชารัฐที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมองการเชื่อมโยงบูรณาการข้ามหน่วยงานอื่นๆ นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนประชารัฐของรัฐบาล
สสค.จึงได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและสนับสนุนการใช้ 5 มาตรการดังกล่าวในพื้นที่ 10 จังหวัดภายใต้โครงการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน ที่ สสค.มีต้นทุนการทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่มามากกว่า 3 ปี โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยจัดการศึกษากับหน่วยเศรษฐกิจในตลาดแรงงานเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
แม้ว่าเส้นทางของการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จากประสบการณ์ในระดับนานาชาติจะถือว่าเป็นนโยบายที่ท้าทายโดยเฉพาะการพัฒนากำลังแรงงานมากกว่า 30-40 ล้านคนในปัจจุบัน แต่หากเราเปิดโอกาสให้77 จังหวัด ร่วมกันดำเนินการด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนแล้ว ความท้าทายระดับชาติก็จะถูกย่อส่วนลงสู่ความท้าทายระดับจังหวัดที่มีความซับซ้อนและขนาดลดลงราว 100 เท่าตัว ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเชิงพื้นที่ จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการเตรียมกำลังคนที่มีคุณภาพสูงสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ให้ประสบความสำเร็จได้ในอนาคตครับ







