
อนาคตเศรษฐกิจจีน
โดย...อรุณ จิรชวาลา นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงของจีนเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง เรื่องที่เขาพูดถึงเป็นเรื่องทิศทางเศรษฐกิจจีนและเป้าหมายสำหรับปีปัจจุบัน คือปี 2017เป้าหมายหลักคือ จีดีพีปีนี้จะขยายตัว 6.5% ต่ำกว่าเป้าปีที่แล้วที่ตั้งไว้ที่ 6.5-7.0% และผลจริงที่ 6.7%ซึ่งก็เป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 26 ปีอยู่แล้วเป้าหมายที่สำคัญอื่นๆ มีเป้าเงินเฟ้อที่ 3% กับการขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งเท่ากับเป้าปีที่แล้ว และปริมาณเงินขยายตัว 12% ต่ำกว่าเป้าปีที่แล้วที่ 13%หลี่บอกว่าการลดเป้าจีดีพีเป็นการแลกความเจริญเติบโตในระยะสั้นกับเสถียรภาพในระยะยาว เป็นแนวทางที่เน้นการปฏิรูปและลดความเสี่ยง นโยบายการคลังยังเป็นเชิงรุกแต่นโยบายการเงินเป็นไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาหนี้เสีย ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาการเงินนอกระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งลดภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นหลี่พูดเลยไปถึงการร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 3% และแก้ปัญหามลพิษในบางเมืองของจีนเองด้
โดย...อรุณ จิรชวาลา
นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงของจีนเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง เรื่องที่เขาพูดถึงเป็นเรื่องทิศทางเศรษฐกิจจีนและเป้าหมายสำหรับปีปัจจุบัน คือปี 2017
เป้าหมายหลักคือ จีดีพีปีนี้จะขยายตัว 6.5% ต่ำกว่าเป้าปีที่แล้วที่ตั้งไว้ที่ 6.5-7.0% และผลจริงที่ 6.7%ซึ่งก็เป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 26 ปีอยู่แล้ว
เป้าหมายที่สำคัญอื่นๆ มีเป้าเงินเฟ้อที่ 3% กับการขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งเท่ากับเป้าปีที่แล้ว และปริมาณเงินขยายตัว 12% ต่ำกว่าเป้าปีที่แล้วที่ 13%
หลี่บอกว่าการลดเป้าจีดีพีเป็นการแลกความเจริญเติบโตในระยะสั้นกับเสถียรภาพในระยะยาว เป็นแนวทางที่เน้นการปฏิรูปและลดความเสี่ยง นโยบายการคลังยังเป็นเชิงรุกแต่นโยบายการเงินเป็นไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาหนี้เสีย ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาการเงินนอกระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งลดภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น
หลี่พูดเลยไปถึงการร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 3% และแก้ปัญหามลพิษในบางเมืองของจีนเองด้วยการลดการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก
นอกจากนี้ จีนจะปิดและยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินรวม 5 หมื่นเมกะวัตต์ ลดการผลิตถ่านหินลง 150 ล้านตัน รวมทั้งลดการผลิตเหล็กลง 50 ล้านตัน เพื่อช่วยลดภาวะอุปทานท่วมตลาดโลกด้วยเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ คำถามที่ผุดขึ้นในใจคือเรากำลังสวนกระแสหรือไม่
ในการลดกำลังผลิตและแปรรูปรัฐวิสาหกิจกว่าร้อยแห่ง จะทำให้มีคนงานจีนตกงาน ซึ่งรัฐบาลก็จะชดเชยด้วยการสร้างงาน 11 ล้านอัตราในเมือง เพื่อให้ทุกคนมีงานทำอย่างทั่วถึง
หลังจากฟังหลี่เค่อเฉียง ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีนอยู่หลายประการ ดังนี้
หนึ่ง สำหรับจีน การที่จีดีพีขยายตัวเพียง 6.5% ถือว่าต่ำ และรัฐบาลต้องแก้ตัวต่างๆ นานากับประชาชน เปรียบกับของเรา แม้เราจะเคยเติบโตเป็นเลข 2 หลัก แต่ก็นานมาแล้ว ในหลายปีหลัง แค่จะโต 5% ก็กลายเป็นความเพ้อฝันที่เอื้อมไม่ใคร่จะถึงเสียแล้ว
ไม่ว่าจะอ้างข้อจำกัดอะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจไทยขาดการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต ทำให้อุตสาหกรรมของเราล้าหลังและการส่งออกมีปัญหา เราจึงเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และเปรียบกับประเทศอย่างจีนหรืออินเดียไม่ได้เลย
หลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบัน แทนที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด กลับไปเน้นการปฏิรูปและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับประเทศที่มีประวัติล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา เวเนซุเอลา คิวบา หรือแม้แต่เกาหลีเหนือ
สอง ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่องก็เพราะการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิต โดยจีนมีการใช้ตัวชี้วัดผลงาน หรือเคพีไอ ที่เน้นบรรทัดบน คือยอดขาย แทนบรรทัดล่างสุด คือกำไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นบริษัทจีนแข่งกันประมูลงานและแข่งกันขายสินค้า พร้อมกับขยายกำลังการผลิตเพื่อให้มีความสามารถในการขายมากขึ้น ขายได้แล้วจึงหันมาพยายามเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน
การทำเช่นนี้ด้านหนึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนโตเร็ว และบีบบังคับให้อีกหลายประเทศต้องเอาอย่าง เพื่อให้แข่งขันกับสินค้าจีนได้ แต่อีกด้านหนึ่ง สินค้าจีนก็มักจะมีภาพลักษณ์ว่าคุณภาพไม่ดี คนจีนเองนิยมบริโภคของนอกมากกว่า ที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือ โรงงานจีนไม่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร ทำให้มีข่าวเกี่ยวกับปัญหามลพิษอยู่เนืองๆ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอีกจำนวนหนึ่งที่มีกำลังการผลิตเกินความต้องการของตลาดมาก บริหารอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้มีกำไรได้ บริษัทเหล่านี้เป็นที่รู้จักในนามซอมบี้ซึ่งหลี่บอกว่าจำเป็นต้องปฏิรูป
สาม สมัยก่อน จีนอ้างความจำเป็นที่เศรษฐกิจต้องโตเร็ว เพื่อรองรับตลาดแรงงานที่ขยายตัว แต่ในช่วงหลัง ตลาดแรงงานจีนหดตัว อันเนื่องมาจากนโยบายลูกคนเดียวที่ทำมาหลายสิบปี แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ยังต้องมีนโยบายสร้างงาน ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน และเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัว อีกส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง
สี่ จีนมีปัญหาอื่น ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอยู่หลายเรื่องภายในประเทศ จีนค่อนข้างโชคดีที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติและศาสนา แต่กระนั้นก็มีปัญหาชนกลุ่มน้อยที่อยากแยกประเทศ เช่นชาวทิเบตกับชาวซินเจียง นอกจากนี้จีนยังมีปัญหาที่อาจถือว่าเป็นปัญหาภายนอก คือฮ่องกงกับไต้หวัน ที่ประชากรมีเชื้อสายเดียวกัน แต่ระบอบการปกครองต่างกัน ภายในกลุ่มนี้ก็มีจำนวนมากที่อยากแยกประเทศเช่นกันกับต่างประเทศ จีนมีปัญหากับเพื่อนบ้านหลายประเทศเรื่องหมู่เกาะและเรื่องทะเลจีนใต้
ล่าสุด หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันด้วย
ห้า การเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนในอดีตมาจากการส่งออก แต่เมื่อมองอนาคต โอกาสที่จีนจะพึ่งพาวิธีการเดิมเป็นไปได้ยาก เครื่องมือที่สำคัญมากในอดีตคืออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในวันนี้ถูกทรัมป์กล่าวหาว่าเป็นการเจตนาบิดเบือนให้ต่ำกว่าจริง เพื่อเอาเปรียบทางการค้า ส่วนประเทศที่เป็นคู่แข่งอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล เวียดนาม และอินโดนีเซีย แม้จะยังไม่ได้กล่าวหารุนแรง แต่ก็กำลังจับตาดูค่าเงินหยวนอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน
ผมยังนึกภาพไม่ออกว่ารัฐบาลจีนจะแก้เกมอย่างไร หากการเกินดุลการค้าลดฮวบ เพราะถูกสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า และสถานการณ์จะเลวร้ายมากขึ้นเพียงใด หากมีประเทศอื่นเอาอย่างสหรัฐ







