
เปิดเอกชนลงทุนพีพีพี
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระหว่างบริษัท การบินไทย กับบริษัท แอร์บัส เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าไทยมีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นไปได้ยาก“ประธานแอร์บัส มองว่า เครื่องบินกว่า 40% ที่แอร์บัสเป็นผู้ผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงจะทำรายได้เข้าประเทศ และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย การเลือกการบินไทยเป็นศูนย์กลางในครั้งนี้มีความหมายมากในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะโครงการอีอีซีจะเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า และอีก 3-4 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะไปได้อีกไกล” สมคิด กล่าวอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า การบินไทยเตรียมความพร้อม ทั้งบุคลากร โครงสร้างต่างๆ เพื่อสนับสนุนโครงการ ส่วนมูลค่าการลงทุนต้องร
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระหว่างบริษัท การบินไทย กับบริษัท แอร์บัส เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าไทยมีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นไปได้ยาก
“ประธานแอร์บัส มองว่า เครื่องบินกว่า 40% ที่แอร์บัสเป็นผู้ผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงจะทำรายได้เข้าประเทศ และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย การเลือกการบินไทยเป็นศูนย์กลางในครั้งนี้มีความหมายมากในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะโครงการอีอีซีจะเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า และอีก 3-4 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะไปได้อีกไกล” สมคิด กล่าว
อุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า การบินไทยเตรียมความพร้อม ทั้งบุคลากร โครงสร้างต่างๆ เพื่อสนับสนุนโครงการ ส่วนมูลค่าการลงทุนต้องรอผลการศึกษาแล้วเสร็จประมาณเดือน ธ.ค. 2560- ม.ค. 2561 พร้อมเข้าสู่กระบวนการให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี)
สำหรับงบประมาณการลงทุนร่วมกัน การบินไทยมีความพร้อมด้านการลงทุน เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากรัฐบาล เพราะถือเป็นนโยบายตามยุทธศาสตร์ของชาติ
ร.อ.มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์องค์การและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท การบินไทย เปิดเผยว่า การบินไทยมีแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานตามแผนพัฒนาอีอีซี ระหว่างปี 2560-2564 โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศที่มีความทันสมัย เป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลก สร้างรายได้ให้กับการบินไทยได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การบินไทยได้เตรียมกลยุทธ์พัฒนาใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.พันธมิตรที่ดี คือ หาผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตอากาศยานที่มีศักยภาพสูง 2.เน้นพัฒนา 4 กิจการหลัก ได้แก่ ศูนย์ซ่อมใหญ่อากาศยานลำตัวกว้างและลำตัวแคบ โรงซ่อมบำรุงอากาศยานอัจฉริยะ ศูนย์ซ่อมวัสดุผสมสังเคราะห์ และศูนย์ฝึกอบรมช่างฝีมืออากาศยานขั้นสูง และ 3.การเน้นพัฒนาปรับปรุงศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิม ให้ความทันสมัยมีมาตรฐานสากล
ฟาบริซ เบรจิเย่ ประธาน บริษัท แอร์บัส กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยตอบสนองความต้องการในการซ่อมบำรุงรักษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เติบโต โดยผู้ให้บริการการบินในเอเชียและเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบัน 6,000 ลำ เป็น 1.5 หมื่นลำ ในส่วนการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้จะมีมูลค่า 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า
พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเข้าหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บริหารแอร์บัส ว่า นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาประเทศและปรับปรุงกฎหมายให้ได้มาตรฐานสากล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายด้านคมนาคมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และยินดีหากบริษัทจะเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ เบรจิเย่ แนะนำให้ไทยพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น A380 และ A350 ซึ่งจะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นมากในเอเชียแปซิฟิก โดยจะเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การใช้โดรนเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพื่อย่นระยะเวลาในการซ่อมบำรุง แต่ทั้งนี้ยังต้องการให้รัฐบาลช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมระหว่างสนามบิน เช่น ถนน รถไฟความเร็วสูง และโรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้ไทยสร้างพันธมิตรเพื่อคว้าโอกาสในตลาดการฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในเอเชียแปซิฟิก โดยคาดว่าจะมีความต้องการช่างเทคนิคสำหรับอากาศยานเพิ่มขึ้นถึง 2.15 แสนคน ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค







