
ยังดีได้อีก
เป็นข่าวดีของเศรษฐกิจเมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2559 มีกำไรสุทธิรวมกัน 908,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.41% จากปีก่อนหน้าเป็นกำไรที่สูงสุดในรอบ 5 ปี จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเอกชนชั้นนำนี้ สะท้อนภาพภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มกระเตื้องขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากฟังรัฐบาลยืนยันทุกวันว่าเศรษฐกิจไทยพ้นปากเหวผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็จะสูงขึ้นไปด้วย และจะยิ่งส่งผลดีต่อการเพิ่มบทบาทตลาดทุนต่อเศรษฐกิจ ให้เป็นแหล่งระดมทุนที่เข้มแข็งของเอกชนได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนอกจากการใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้นอย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดหุ้นที่มีความผันผวน เพราะมีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยมากกว่านักลงทุนสถาบัน โดยมีนักลงทุนสถาบันในประเทศ 20% นักลงทุนต่างชาติ 28% และนักลงทุนรายย่อย 52% ซึ่งตลาดหุ้นไทยต้องการปรับสัดส่วนนักลงทุนสถาบันและรายย่อยอย่างละครึ่งก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นตลาดหุ้นไทยยังต้องยกระดับและพัฒนาข
เป็นข่าวดีของเศรษฐกิจเมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2559 มีกำไรสุทธิรวมกัน 908,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.41% จากปีก่อนหน้าเป็นกำไรที่สูงสุดในรอบ 5 ปี จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเอกชนชั้นนำนี้ สะท้อนภาพภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มกระเตื้องขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากฟังรัฐบาลยืนยันทุกวันว่าเศรษฐกิจไทยพ้นปากเหวผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็จะสูงขึ้นไปด้วย และจะยิ่งส่งผลดีต่อการเพิ่มบทบาทตลาดทุนต่อเศรษฐกิจ ให้เป็นแหล่งระดมทุนที่เข้มแข็งของเอกชนได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนอกจากการใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดหุ้นที่มีความผันผวน เพราะมีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยมากกว่านักลงทุนสถาบัน โดยมีนักลงทุนสถาบันในประเทศ 20% นักลงทุนต่างชาติ 28% และนักลงทุนรายย่อย 52% ซึ่งตลาดหุ้นไทยต้องการปรับสัดส่วนนักลงทุนสถาบันและรายย่อยอย่างละครึ่งก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยยังต้องยกระดับและพัฒนาขึ้นอีกมาก โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็มีนโยบายที่จะผลักดันให้มีการเชื่อมโยงระบบซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน หรือ ASEAN Lingkage เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ข้ามประเทศ เพื่อที่จะให้นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองการลงทุนใหม่ จากเดิมที่มองการลงทุนเป็นรายประเทศ เปลี่ยนเป็นลงทุนเป็นกลุ่มประเทศ ในอนาคตต้องการเห็นตลาดหุ้นอาเซียนเป็นเหมือน “กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์” (BRICS) ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้
แนวโน้มการพัฒนาตลาดทุนของไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากว่าจะไปในทิศทางใด การยกระดับของการกำกับดูแลก็จำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหลักการธรรมาภิบาล การกำกับดูแลกิจการ (ซีจี) ของบริษัทจดทะเบียนก็ได้ปรับมาตรฐานให้เป็นสากล
ในขณะที่ ตลท.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นผู้กำกับกติกาและคุ้มครองผู้ลงทุนพยายามที่จะยกระดับธรรมาภิบาลตลาดหุ้นไทยให้ดียิ่งขึ้นทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินทำงานอย่างแข็งขัน ก็ยังมีผู้ที่ไม่ดำเนินการตามกติกาเกิดขึ้นเนืองๆ ทั้งการใช้อินไซเดอร์เทรดดิ้ง การปั่นหุ้น การไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารงานของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่มีเกิดขึ้นหลายรายในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
หลายกรณีที่จับได้เกิดจากการร่วมมือของ ก.ล.ต.และ ตลท.แต่ก็ล่าช้า แต่ละกรณีที่จะส่งให้ลงโทษก็ช้าและบางกรณีผู้กระทำผิดยอมจ่ายค่าปรับเพื่อให้เรื่องจบโดยไม่อุทธรณ์เพื่อจะได้ไม่ถูกขุดคุ้ย และค่าปรับที่ต้องจ่ายเป็นเงินเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ได้จากการกระทำที่ไม่โปร่งใส
ขณะนี้ยังมีการสอบสวนอีกหลายกรณีที่ ก.ล.ต.กำลังดำเนินการสอบสวน เป็นกรณีที่ผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นพูดถึงกันอย่างครึกโครม แต่การดำเนินการจัดการก็ยังเหมือนจะช้า ไม่ทันใจ อาจจะถึงเวลาที่ ก.ล.ต.และ ตลท.ต้องเร่งให้เรื่องค้างคาเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วขึ้น เพื่อสร้างมาตรฐานและธรรมาภิบาลตลาดทุนไทยให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่







