
จีนยอมหั่นเป้าศก. มุ่งพิชิตหนี้-ความเสี่ยง
ในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) ที่จัดขึ้นทุกปี นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ
ในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) ที่จัดขึ้นทุกปี นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ประกาศลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีนในปีนี้มาอยู่ที่ราว 6.5% หรือสูงกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ ลดลงมาจากปีก่อนที่ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 6.5-7% เพื่อมุ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายทางการคลังเพื่อคงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายดังกล่าว
การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวของจีนเป็นการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ปริมาณหนี้ท่วมมหาศาลที่เป็นระเบิดเวลาให้จีนต้องรีบปลดให้ได้ขณะที่ยังคงประคับประคองการเติบโตไม่ให้เผชิญกับภาวะ “ฮาร์ดแลนดิ้ง”
จีนตั้งเป้าหมายการปฏิรูปเศรษฐกิจไว้จะลดการพึ่งพาการขยายตัวของจีดีพีด้วยการลดการผลิตและการพึ่งพาการส่งออก เป็นการบริโภคและการบริการ โดยในปีที่ผ่านมาจีนลดการผลิตเหล็กลงไป 45 ล้านตัน และลดการผลิตถ่านหินได้ 250 ล้านตัน ได้ตรงตามเป้าหมายตั้งแต่เดือน ต.ค. ขณะที่สำหรับปีนี้จีนตั้งเป้าจะลดกำลังการผลิตเหล็กลง 50 ล้านตัน และถ่านหินอีก 150 ล้านตัน
การผลิตเหล็กและถ่านหินเป็นปริมาณมากจนเกินดีมานด์ของจีน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลงไปอย่างหนัก ฉุดผลกำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนและเศรษฐกิจให้ชะลอตัวตามลงไปด้วย แต่ความพยายามปรับลดของจีนส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งจากจีน รวมถึงสหรัฐตามคำสัญญาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
จีนตั้งเป้าจะคงเพดานการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% เท่ากับปีที่แล้ว พร้อมด้วยการวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุน 15 ล้านล้านหยวน (ราว 76 ล้านล้านบาท) ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างรถไฟความเร็วสูง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนขัดแย้งกับเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจประเทศไม่ให้พึ่งพาการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการส่งออก ไปยังภาคบริการและการบริโภคภายในประเทศ
หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และนิกเกอิ รายงานเมื่อปี 2016 ว่า จีนแอบซ่อนหนี้มหาศาลเอาไว้ในกองทุนเพื่อการลงทุนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกองทุนที่รัฐบาลท้องถิ่นจีนและธนาคารจัดตั้งร่วมกัน และเรียกเงินทุนจากประชาชนหรือนักลงทุนทั่วไปผ่านการขายผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการความมั่งคั่ง นำเงินเหล่านั้นมาใช้จ่ายสำหรับการก่อสร้าง ก่อนที่กองทุนดังกล่าวจะไปจับมือกับบริษัทก่อสร้างภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ
การลงทุนในลักษณะนี้มักได้รับการประเมินว่าเต็มไปด้วยความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยกู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะยาวที่ได้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่การลงทุนมักจะเกินงบอยู่เสมอ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ประเมินว่า ในช่วงระหว่างปี 1984-2008 นั้น 1 ใน 3 ของปริมาณหนี้จีนทั้งหมด 28.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 980 ล้านล้านบาท) มาจากงบประมาณบานปลายจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณหนี้ท่วมมหาศาลมากถึง 277% ต่อจีดีพี ในปี 2016 ส่งผลให้จีนจำเป็นต้องเข้าคุมการขายผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการความมั่งคั่งดังกล่าวของธนาคาร โดยแม้จะคุมไม่ได้ทั้งหมด และต้องเปิดช่องให้มีการลงทุนเพื่อประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจเผชิญการชะลอตัวอย่างรุนแรง แต่จีนก็แสดงความพยายามในการควบคุมผลิตภัณฑ์ของภาคธนาคาร
จีนเปลี่ยนประธานคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (ซีบีอาร์ซี) หน่วยงานสำหรับการดูแลภาคการเงินจาก จางฟู่หลิน เป็น กัวซู่ชิง ซึ่งทันทีที่รับตำแหน่งก็ประกาศจะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่ออุดช่องโหว่ในระบบการเงิน และจะปรับเพิ่มการคุมเข้มภาคธนาคาร โดยเฉพาะในด้านการปล่อยสินเชื่อ เพื่อจัดการความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่การปฏิรูปทางการเงินต่อไปในปีนี้
ขณะเดียวกันจีนจะควบคุมการก่อหนี้จากการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคาร โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา สถาบันการเงินจีนปล่อยสินเชื่อทุบสถิติสูงสุดที่ 12.65 ล้านล้านหยวน (ราว 64 ล้านล้านบาท) และในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สถาบันการเงินปล่อยกู้ในสกุลเงินหยวนทุบสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ที่ 2.03 ล้านล้านหยวน (ราว 10.3 ล้านล้านบาท)
การก่อหนี้มหาศาลในภาคธนาคาร ส่งผลให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ไม่สามารถใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยแม้จีนจะยังคงอัตราดอกเบี้ยและสัดส่วนทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) แต่จีนก็ใช้นโยบายการเงินผ่านการคุมสภาพคล่องภายในตลาดแทนด้วยการขยายข้อตกลงซื้อคืนระยะสั้น 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน เมื่อตลาดต้องการสภาพคล่อง และดูดเงินคืนเมื่อตลาดมีสภาพคล่องมากเกินไป
เศรษฐกิจจีนปีนี้ไม่ได้เจอภาวะหนักหนาเหมือนปีก่อนๆ เนื่องจากราคาโภคภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวจากความพยายามปฏิรูปลดการผลิตของจีนเอง ประกอบกับแรงซื้อที่เริ่มฟื้นตัวจากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ทั้งจากจีนและจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ส่งผลให้ภาคการผลิตของจีนจะไม่สบภาวะปวดหัวหนักเช่นแต่ก่อน และช่วยเปิดทางให้จีนทำตามเป้าหมายจีดีพีในปีนี้ได้ง่ายขึ้น
ปัญหาหนี้จีนจึงกลายเป็นปัญหาที่เด่นชัดขึ้นมาที่หลายฝ่ายจะจับตามองไม่กะพริบ







