
อลงกรณ์แจงผลคืบหน้าปฏิรูปประเทศ ชี้คนวิจารณ์อาจขาดข้อมูล
อลงกรณ์ แจงผลคืบหน้าปฏิรูปประเทศ โต้คนวิจารณ์อาจขาดข้อมูลพร้อมยกเครื่องการสื่อสารไปยังสาธารณชน แนะวิจารณ์สร้างสรรค์มากกว่าเน้นสำนวนโวหาร
อลงกรณ์ แจงผลคืบหน้าปฏิรูปประเทศ โต้คนวิจารณ์อาจขาดข้อมูลพร้อมยกเครื่องการสื่อสารไปยังสาธารณชน แนะวิจารณ์สร้างสรรค์มากกว่าเน้นสำนวนโวหาร
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงถึงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศว่า ขณะนี้สปท.ได้ส่งรายงานการปฏิรูปประเทศและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลแล้วจำนวนทั้งสิ้น 142 เรื่อง ละอยู่ระหว่างปรับปรุง 4 เรื่อง ซึ่งถือว่าขณะนี้การปฏิรูปมีความคืบหน้าอย่างมา บรรลุเป้าหมาย และเชื่อว่าจะดำเนินการไปตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.)
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การปฏิรูปประเทศในโรดแมประยะที่หนึ่ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยและกำลังดำเนินการต่อไปในระยที่สอง โดยมีเป้าหมายในปี2560 จะปฏิรูป 27 วาระเร่งด่วน 42ประเด็น โดย จะมีการออก พ.ร.บ.เพื่อการปฏิรูปอีกกว่า 20 ฉบับให้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายเพื่อการปฏิรูปขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งให้ สนช. เพื่อพิจารณา และมีกฎหมายที่ส่วนราชการกำลังดำเนินการ 36 ฉบับ และอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา 8 ฉบับ ส่วนการปรองดองอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งมีสัญญาณที่ดีและได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วน
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีนักวิชาการ เช่น นายธีรยุทธ์ บุญมี และนักการเมืองบางท่าน อาจจะขาดข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นข้อบกพร่องของสปท. ดังนั้นทางสปท.จะมุ่งเน้นปรับปรุงในข้อมูลข่าวสาร แม้ว่าจะมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารของ สปท.ในหลายๆช่องทาง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีเพียงพอ ดังนั้นสปท.จะเพิ่มช่องทางในการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลไปยังสาธารณชนมากขึ้น และขอให้ทุกภาคส่วนติดตามรายงาน ของสปท.และหากมีข้อวิจารณ์อย่างไรทางสปท.ก็พร้อมรับฟัง
“ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่สังคมเกิดความสับสนก็เกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตีขลุม และไม่แยกแยะ นั้นก็ถือเป็นการวิจารณ์แบบเก่า ดังนั้นเราต้องคิดใหม่ และเสนอแนะที่สร้างสรรค์ หวังว่ารายงานของสปท.จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและเสนอแนะในการวิพากษ์วิจารณ์ ยืนยันว่าการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย เราเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ว่าผู้วิจารณ์เป็นใครหรือยู่ในฐานะอะไรก็ได้ และเน้นหลักคิดมากกว่าการใช้สำนวนโวหาร ซึ่งถือว่าเป็นการใช้วิธีการเมืองแบบเก่า” นาอลงกรณ์ กล่าว







