posttoday
สัญญาณดอกเบี้ยไทย ยังไม่ใช่ขาขึ้น

สัญญาณดอกเบี้ยไทย ยังไม่ใช่ขาขึ้น

07 มีนาคม 2560

หลัง เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...พรสวรรค์ นันทะ 

หลัง เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนขึ้นในการประชุมคณะกรรมาธิการนโยบายการเงินเฟด วันที่ 14-15 มี.ค.นี้ ว่าการดำเนินการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่เหมาะสม หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวตามเป้าหมาย อยู่ในทิศทางบวก ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกลดลง การจ้างงานเป็นไปตามเป้าหมาย และเงินเฟ้อกำลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ส่งผลให้สัญญาเฟดฟันด์ฟิวเจอร์ส ที่เทรดเดอร์คาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐรับเพิ่มความเป็นไปได้

ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% ในเดือน มี.ค.เป็น 90% จาก 40% ทำให้คนเริ่มสนใจว่า หากเฟดขยับดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าคาด จากเดิมที่เคยคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นในเดือน มิ.ย. แต่เลื่อนมาปรับขึ้นในเดือน มี.ค.เช่นนี้ และมีโอกาสปรับขึ้นอีกหลายครั้งในปีนี้ จะ

ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินหรือทิศทางดอกเบี้ยของไทยให้เปลี่ยนเป็นขาขึ้นด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ตลาดยังคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ดอกเบี้ยไทยยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงไว้ที่ 1.5% ไปตลอดทั้งปีนี้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้า และโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะขยายตัว 3.2% เท่ากับปีที่แล้ว แม้กระทรวงการคลังอยากจะให้โตเต็มศักยภาพที่ 4% แต่เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังทำงานไม่ครบทุกตัว แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่ยังมาจากการ

ใช้จ่ายและการกระตุ้นของภาครัฐ และการท่องเที่ยว  

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนหรือการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศ รวมถึงการลงทุนภาคธุรกิจเอกชนที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน และกระจายผลประโยชน์ให้ประชากรได้อย่างทั่วถึงกลับโตแผ่ว เนื่องจากคนไม่มั่นใจรายได้ที่จะได้รับ

ในอนาคต บวกกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงจึงยังระมัดระวังการใช้จ่าย

ขณะที่นักธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.สำรวจความเห็นจากภาคธุรกิจทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศยังปรับลดลง จากระดับ 50.1 เหลือ 49.8 และความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 56.3 เหลือ 55.5

ด้านเงินเฟ้อที่ ธปท.ต้องใช้ดอกเบี้ยมาดูแลแม้จะเริ่มปรับขึ้นบ้าง ตามราคาน้ำมันและอาหารสด แต่ยังห่างไกลจากกรอบเป้าหมายปีนี้ที่ 1-4% โดยระดับเงินเฟ้อที่ต่ำสอดคล้องกับกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ โดยเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.44% พึ่งจะเข้าสู่กรอบล่างของเป้าหมายปีนี้

เมื่อจับสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นช้า บวกกับเงินเฟ้อที่ยังต่ำแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่า ธปท.น่าจะยังมีความจำเป็นต้องผ่อนคลายดอกเบี้ยไว้ระดับนี้ไปก่อน เพื่อไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่เพิ่มต้นทุนการเงิน และเพื่อให้ดอกเบี้ยเป็นอีกกลไกในการกระตุ้นหรือจูงใจการลงทุนของภาคเอกชนด้วย

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันมาตลอดว่า แม้ดอกเบี้ยสหรัฐ

จะเป็นขาขึ้น แต่ไทยไม่ต้องวิตกกังวล เพราะเชื่อว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป ดอกเบี้ยของสหรัฐต่ำกว่าระดับปกติมานานจำเป็นต้องกลับเข้าสู่ระดับปกติ ทิศทางดอกเบี้ย

ในตลาดโลกจึงมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นกว่า 1-2 ปีที่ผ่านมาเป็นธรรมดา แต่การปรับขึ้นคงไม่เร็วนัก เพราะสภาพคล่องในตลาดยังสูง ประกอบกับเงินเฟ้อยังไม่ได้สูงขึ้นเร็วนัก

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ

ผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า  ตลาดเงินให้น้ำหนักกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือน มี.ค.ปีนี้เกือบ 100% เพราะรอบนี้ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เฟดพูดไปในทางเดียวกัน และสอดคล้องกับ เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ทำให้คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ในความเห็นของคณะกรรมการในที่ประชุม (Dot Plot) ส่วนใหญ่ยังมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้ง หากปรับขึ้น 0.25% รวม 3 ครั้ง ดอกเบี้ยจะเพิ่มจากปัจจุบัน 0.75% เป็น 1.5% เท่าไทย ถ้าขึ้นมา

ระดับนี้ คงไม่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย อย่างน้อยก็ในระยะ 6 เดือนนับจากนี้

“ยกเว้นว่าดอกเบี้ยเฟดขึ้นมากกว่า 3 ครั้งในปีนี้ เช่น สมมติว่าขึ้น 4 ครั้ง ดอกเบี้ยเฟดจะไปอยู่ที่ 1.75% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย ก็จะกดดันดอกเบี้ยไทย ธปท.อาจพิจารณาทำนโยบายการเงินใหม่ เพราะโดยหลักเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าสหรัฐ และเงินเฟ้อไทยก็สูงกว่าสหรัฐ ดอกเบี้ยไทยที่จะเสนอต่อตลาดเงินจึงไม่ควรต่ำกว่าสหรัฐ ฉะนั้น ถ้าตลาดเป็นไปในทิศทางนี้ดอกเบี้ยไทยอาจต้องปรับในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้ยังอีกนาน ต้องดูสัญญาณการประชุมเฟดในระยะต่อไปด้วย” เชาว์ ระบุ  

ทั้งนี้ ถ้าดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นจะดึงอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร (ยิลด์) ระยะยาวให้ปรับขึ้นตาม แม้ยิลด์ระยะสั้นของไทยจะไม่ขึ้น เพราะถูกกดจากดอกเบี้ยนโยบาย แต่

ยิลด์ระยะยาวของไทยจะขึ้นตามสหรัฐ มีผลต่อต้นทุนการเงินของธุรกิจที่พึ่งตลาดพันธบัตรระยะยาว ส่งผลกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ ธปท.ต้องทบทวนทิศทางดอกเบี้ยใหม่

สอดคล้องกับความเห็นของ จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ที่มองว่า ตลาดยังมองว่าดอกเบี้ยเฟดปีนี้น่าจะขึ้นสัก 2 ครั้ง ทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐขยับมาที่ 1.0-1.25% ไม่น่าจะเป็นแรงกดดันต่อดอกเบี้ยไทยในปีนี้ให้เปลี่ยนแปลงจาก 1.5% แต่ถ้าขึ้น 3 ครั้ง ดอกเบี้ยสหรัฐจะมาอยู่ที่ 1.5% ธปท.อาจจะต้องปรับนโยบายการเงิน เพราะปกติเฟดขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้ง ยิลด์จะปรับขึ้นตามประมาณ 0.15% ในทุกอายุ 1 ปี เช่น ปัจจุบันดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.5% ยิลด์ระยะยาว 10 ปี จะขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3% กว่า กดดันดอกเบี้ยระยะสั้นของไทย

ดอกเบี้ยสหรัฐที่ขยับเร็วรอบนี้ยังไม่น่าจะกดดันทิศทางดอกเบี้ยไทย แต่น่าจะเป็นผลดีทำให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงจากปัจจุบัน ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง เงินบาทในปีนี้น่าจะอ่อนค่าลงไปไม่เกิน 36 บาท/เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบัน 35 บาท อ่อนลงไม่มากนักเพราะเงินทุนไหลออกไม่มาก จากการที่ต่างชาติถือลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

“สิ่งที่น่ากังวลและจะมีผลให้เงินอ่อนค่าน่าจะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มากกว่า เพราะหากทำจริงจะมีผลให้เงินหยวนอ่อนและทำให้เงินบาทอ่อนค่าด้วย”

จิติพล สรุปในตอนท้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท