
เศรษฐกิจโลกฟื้น เปิดทางเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวปาฐกถาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐต่อสมาคมผู้บริหารชิคาโก ว่า การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นั้น นับว่ามีความเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงานเติบโตไปในทิศทางที่เฟดคาดการณ์ไว้ โดยแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ จะไม่ชักช้าเช่นเดียวกับที่เป็นในปี 2015 และ 2016ในปี 2016 ที่ผ่านมา อัตราการจ้างงานของสหรัฐนั้นยังคงมีความไม่แน่นอนที่จะฟันธงในช่วงครึ่งปีแรก และอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกและสองก็ทำได้ผิดหวัง โดยเติบโตอยู่เพียง 0.8% และ 1.4% รวมถึงเงินเฟ้อยังคงขยายตัวต่ำกว่า 1% หลังเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นทำเอาต้นทุนการนำเข้าลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เฟดไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ และทำให้การขึ้นดอกเบี้ยทำได้ครั้งเดียวในเดือน ธ.ค. 2016นอกเหนือไปจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ความเสี่ยงในด้านเศรษฐกิจต่างประเทศก็ทำให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกันในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับความหวาดหวั่นต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจจะรุนแรงถึงขั้น “ฮาร์ดแลนดิ้ง” และการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวปาฐกถาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐต่อสมาคมผู้บริหารชิคาโก ว่า การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นั้น นับว่ามีความเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงานเติบโตไปในทิศทางที่เฟดคาดการณ์ไว้ โดยแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ จะไม่ชักช้าเช่นเดียวกับที่เป็นในปี 2015 และ 2016
ในปี 2016 ที่ผ่านมา อัตราการจ้างงานของสหรัฐนั้นยังคงมีความไม่แน่นอนที่จะฟันธงในช่วงครึ่งปีแรก และอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกและสองก็ทำได้ผิดหวัง โดยเติบโตอยู่เพียง 0.8% และ 1.4% รวมถึงเงินเฟ้อยังคงขยายตัวต่ำกว่า 1% หลังเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นทำเอาต้นทุนการนำเข้าลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เฟดไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ และทำให้การขึ้นดอกเบี้ยทำได้ครั้งเดียวในเดือน ธ.ค. 2016
นอกเหนือไปจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ความเสี่ยงในด้านเศรษฐกิจต่างประเทศก็ทำให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกันในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับความหวาดหวั่นต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจจะรุนแรงถึงขั้น “ฮาร์ดแลนดิ้ง” และการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก
ภาคการผลิตของจีนเริ่มฟื้นตัว สังเกตได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคผลิต ปรับขึ้นเป็น 51.6 จุด ในเดือน ก.พ. ต่อเนื่องจากเดือน ม.ค. ที่อยู่ที่ 51.3 จุด ฟื้นตัวขึ้นจากต้นปี 2016 ที่ผ่านมา ที่ดัชนีดังกล่าวร่วงลงไปแตะถึง 49 จุด ซึ่งต่ำกว่าระดับเส้นแบ่งการขยายตัวที่ 50 จุด โดยเป็นผลมาจากแรงซื้อทั้งในและนอกประเทศฟื้นตัว
แรงซื้อทั้งในและนอกประเทศดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นได้จากการส่งออกในรูปแบบค่าเงินหยวน ปรับขึ้นแรงถึง 15.9% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฟื้นตัวต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค. ที่ขยับขึ้น 0.6% ขณะที่การนำเข้าปรับขึ้นแรงถึง 25.2% ในเดือน ม.ค. ต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค. ที่ปรับขึ้นไปแล้ว 10.8% แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อในประเทศจีนที่ปรับขึ้นไปด้วย เป็นปัจจัยบวกต่อประเทศคู่ค้าที่ยึดจีนเป็นตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่นและอาเซียน
“ในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา บรรดาผู้สังเกตการณ์ตลาดต่างมีความเชื่อมั่นว่าจีนเต็มใจและสามารถรับมือกับอัตราแลกเปลี่ยนได้ ขณะที่ยังสามารถประสบความสำเร็จในเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้จะมีความตึงเครียดในด้านการขยายตัวของปริมาณหนี้ ซึ่งจำเป็นต้องรับมือในอนาคต” ลาเอล เบรนาร์ด ประธานกรรมการเฟด ซึ่งเคยกังวลต่อความเสี่ยงในต่างประเทศและส่งสัญญาณให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตลอด กล่าว
ด้านยุโรป อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน 19 ชาติ ปรับตัวขึ้นถึง 2% ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2013 และนับว่ามากกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ตั้งเอาไว้ที่ต่ำกว่า 2% เล็กน้อย แม้อัตราเงินเฟ้อหลักไม่นับราคาพลังงานและอาหารจะอยู่ที่ 0.9% ก็ตาม ขณะที่อัตราว่างงานของยูโรโซนอยู่ที่ 9.6% ในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2009
การฟื้นตัวในกลุ่มยูโรโซนยังสะท้อนได้จากการปรับตัวขึ้นของดัชนีพีเอ็มไอ จัดทำโดยไอเอชเอสมาร์กิต อยู่ที่ 56.0 จุด ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2011 และยังปรับขึ้นแรงจากเดือน ม.ค. ที่อยู่ที่ 54.4 จุด โดยมาร์กิต ระบุว่า หากเศรษฐกิจของยูโรโซนยังสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้เช่นนี้ จะทำให้จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวได้ 0.6% มากกว่าที่ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จัดทำโดยรอยเตอร์สคาดไว้ที่ 0.4%
การเปิดเผยของผู้ว่าการและประธานเฟด ประกอบกับความพร้อมที่ปรากฏให้เห็นในตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ นี้ ยิ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดมากขึ้นว่า เฟดพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยได้ในเดือน มี.ค.นี้ โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้นั้น เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว อยู่ที่ราว 80%
แม้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงที่เฟดส่งสัญญาณยกเลิกคิวอีในปี 2013 จนทำให้นักลงทุนแห่ดึงเม็ดเงินกลับสหรัฐ จนทำให้ดัชนีเอ็มเอสซีไอเพียง 1 เดือนถัดมาร่วงถึง 15% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดเกิดใหม่จากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงนั้น
เจมส์ ซัลลิแวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ผ่านเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของเจพี มอร์แกน เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐซึ่งเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี เหลือพื้นที่ให้การแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีกไม่มากนัก ซึ่งจะทำให้นักลงทุนยังคงพิจารณาลงเม็ดเงินในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่การผลิตที่ฟื้นตัวจะส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลก ก็จะยังคงเป็นผลดีต่อประเทศเกิดใหม่ต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิต
เฟดไม่ใช่ความเสี่ยงอันดับ 1 สำหรับประเทศอื่นๆ อีกต่อไป เพราะแต่ละชาติในละแวกเอเชียยังต้องระวังความเสี่ยงจากนโยบายการปกป้องการค้าจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำให้การผลิตที่ฟื้นตัวขึ้นนี้ส่งผลบวกในแต่ละชาติได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร
ขณะที่ด้านยุโรปเอง นอกจากความเสี่ยงจากเบร็กซิตแล้ว ยังเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มจะทำตามอังกฤษด้วยการถอนตัวจากอียู โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสชาตินิยมโหมอยู่ในภูมิภาค ซึ่งมีการเลือกตั้งหลายครั้งในปีนี้ เริ่มต้นจากเนเธอร์แลนด์ที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 15 มี.ค.นี้ ก่อนตามมาด้วยฝรั่งเศสที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้
ฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในวันที่ 23 เม.ย. โดยหากไม่มีผู้ใดได้เสียงข้างมากของประชาชน ผู้สมัคร 2 คนที่ได้รับคะแนนมากที่สุดจะต้องไปสู้กันในรอบต่อไปในวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก แสดงแนวโน้มว่า มารีน เลอเปน ผู้สมัครจากพรรคแนชันนัลฟรอนท์ (เอฟเอ็น) ที่มีแนวคิดต่อต้านอียู จะทะลุเข้าสู่รอบชิง
แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาแล้วจนทำให้เฟดสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ตามใจหวัง แต่ความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ก็ยังคงปกคลุมอยู่







