
‘ปรองดอง’ผ่านพลังแฝง ‘สำเร็จหรือสิ้นหวัง’
ขณะที่รัฐบาล คสช.ทำคลอดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองโดยเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยให้ข้อเสนอ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ขณะที่รัฐบาล คสช.ทำคลอดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองโดยเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยให้ข้อเสนอ แถมนัดหมายแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นปช. กปปส.มาแลกเปลี่ยนความเห็น
อีกด้านในแง่ของประชาชนหลากหลายสาขาอาชีพซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองหากแต่ได้รับผลกระทบจากฝ่ายการเมืองที่กำลังแสวงหาแนวทางปรองดอง ฉะนั้นจึงควรรับฟังมุมมองคนเหล่านี้เช่นกัน
ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร “การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. 20) สถาบันพระปกเกล้า” สะท้อนคำว่า “ปรองดอง” ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล กรรมการองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ บอกว่าเราควรจะนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้ดีกว่าหรือไม่ นั่นคือกระบวนการรู้รักสามัคคี เป็นปึกแผ่นเป็นสิ่งเดียวในประเทศ เพราะถ้าประเทศไทยเรารู้จักคำว่ารู้รักสามัคคี แล้วก็นำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้า ก็จะต้องไม่มีการแบ่งฝ่ายแบ่งพวก
วิธีการที่จะนำไปสู่ความปรองดอง คือ นำหลักธรรมาภิบาล หลักการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็น หลักรัฐศาสตร์ ความเสมอภาค เท่าเทียม ส่วนหลักกฎหมายที่จะมาใช้เป็นหลักสุดท้าย และต้องค้นหาให้ได้ว่าจะปรองดองอะไร กับใคร อย่างไร โดยค้นหาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ชัดเจนก่อน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลได้แต่มองตามความคิดของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ ว่าต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้มองข้อเท็จจริง
หลักธรรมาภิบาล หลักกฎหมายที่จะนำมาใช้สำคัญที่สุด ต้องเป็นหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้หลักตาอยู่ที่มาแบ่งปลาจากตาอิน-ตานา โดยการเอาหัวให้ตาอินเอาหางให้ตานาและตาอยู่เอาพุงไป
“คนที่มาทำกระบวนการปรองดองต้องตรวจสอบตัวเองก่อน ว่าพร้อมที่จะเป็นคนแบ่งปลา 2 ซีกหรือเปล่า ไม่ใช่แบ่งปลาเป็น 3 ท่อนแล้วตัวเองคว้าท่อนมันเอาไป กลายเป็นบอกว่าตัวเองเป็นผู้ยุติธรรมแต่เอาผลประโยชน์เข้าตัว ตรงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นเป็นกระบวนการที่สำคัญ”
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรารู้รักสามัคคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าและสำคัญมากกว่า และเป็นเป้าที่ชัดเจน ปรองดองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
นิลาวัณย์ พาณิชย์รุ่งเรือง ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เชื่อว่า การปรองดองเกิดขึ้นได้ เนื้อแท้ของคำว่าสามัคคีเปรียบได้กับต้นไม้ที่มีรากแก้วที่มั่นคง นำไปสู่ความเติบโตมั่นคงแข็งแรง และออกมาในแนวบวก การสามัคคีกันทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าประเทศชาติเจริญ คนในชาติก็จะมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนตัวเองไว้ภายหลัง
ท้ายที่สุดทั้งประเทศและคนในประเทศได้ แต่จำเป็นต้องมีกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อตกลง เป็นเครื่องมือ จะทำให้การปรองดองไปสู่ความสำเร็จควบคู่ไปกับความมีสติ เมตตาต่อกัน มุ่งมั่นที่จะให้สังคมเจริญอย่างยั่งยืนการที่เรามีชาติทุกวันนี้ความสามัคคี เราเคยเกิดวิกฤตหลายครั้ง ตกเป็นเมืองขึ้นก็เคยจนมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยล่อแหลมหลายครั้ง แต่ยังผ่านมาได้ ถ้าพูดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอด 70 ปีที่พระองค์ท่านทรงงาน ท่านช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเป็นระยะ เพราะท่านอยากให้เราสามัคคีกันถ้าทุกวันนี้สังคมไม่สามัคคีกัน ไม่ยอมรับอีกฝ่ายหนึ่งประเทศก็จะอันตรายมาก ดังนั้นคนในชาติต้องคิดบวก ก็จะนำไปสู่การแก้ไขได้ในที่สุด
สุชาติ ชวางกูร ศิลปิน เห็นว่า ปรองดองในความรู้สึกของเราทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง ต้องพร้อมใจกันที่อยากจะปรองดอง แต่ว่า ณ วันนี้ความหมายของคำว่าปรองดองในความรู้สึกของผม กลายเป็นคำที่ ยี้ น่ารังเกียจ ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการเกี้ยเซี้ย ฮั้ว หรืออะไรบางอย่างที่จะลดหย่อนความยุติธรรมลงไปเพื่อให้เกิดความพอใจ เฉพาะฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง แต่อย่าลืมว่าประเทศเราไม่ได้มีแค่เฉพาะคนกลุ่มที่เป็นกลุ่มขัดแย้ง แต่มีกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของกลุ่มขัดแย้งด้วย
“ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังติดกับดักกับคำว่าปรองดอง ถึงแม้ว่าเราจะทำให้จบๆ ไป แต่มันก็ยังคงกรุ่นอยู่ในใจอยู่ดี อาจจะเพราะความเกรงใจรัฐบาล ส่วนวิธีเดียวที่จะนำไปสู่ความปรองดอง คือ อย่าไปทำให้เสียรูปและต้องนำความยุติธรรมกลับมาด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เรามีอยู่ คือ ศาล-กฎหมาย”
ฉะนั้นเราต้องทำให้เรื่องจบ ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะทำให้ความสงบสุขกลับมาได้ ไม่ใช่การที่คู่กรณีหรือแกนนำมาคุยกันแล้วจะจบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก หรือสัญญาการค้า ต้องแยกให้ออกในเรื่องของความรู้สึก กับการปกครองบ้านเมือง กฎหมาย สิ่งเดียวที่ควรจะทำ คือ ความยุติธรรมที่รวดเร็ว และวิธีการทางกฎหมายจบอย่าไปบิดเบือนหาวิธีอื่น
ร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า สังคมจะสงบได้ต้องเคารพสิทธิของตัวเองและเคารพสิทธิของคนอื่น ยอมรับตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนวิธีที่จะนำไปสู่ความปรองดอง จะต้องปลูกฝังความคิดของคนเราให้เคารพความคิดเห็นผู้อื่น ส่วนความขัดแย้งหรือสิ่งรุนแรงที่เกิดขึ้นไปแล้ว จะกลับมาปรองดองกันได้หรือไม่ ต้องกลับมาคิดว่าต้นเหตุที่เกิดความขัดแย้งมาจากอะไร การที่คนออกมาเรียกร้องแสดงความคิดเห็น เริ่มจากอะไร ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากกลุ่มคนที่เห็นต่างกันกับผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง และเห็นว่าเขาใช้กฎหมายหรือกลไกของรัฐไปในทางที่ผิด เขาจึงไม่มีทางออก
“อยู่ที่ตัวผู้นำด้วยว่าจะดำรงตนอย่างไร ตราบใดที่ผู้มีอำนาจในการปกครองเปิดกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และมีเวทีให้แสดงออกและไม่ใช้กฎหมายในทางที่ผิด หรือเอื้อประโยชน์ของตน ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นได้ยากและน้อยลงเยอะ และบ้านเมืองต้องมีกฎหมาย มีหลักการในการปกครอง ใครฝ่าฝืนกฎหมายก็ต้องตักเตือนและลงโทษ เพื่อให้ระบบของกฎหมาย การพิจารณาโทษ ระบบของกระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม”
วิชชุกร คำจันทร์ กัปตัน บริษัท การบินไทย มองว่า ทุกสังคมจำเป็นต้องปรองดอง แต่ต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ตกผลึกอย่างถูกต้อง ของคนในสังคมทั้งหมดยอมรับ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการปรองดองที่ไม่ยั่งยืน
“การตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมา เป็นรูปแบบที่ใช้บ่อยมาก เมื่อสรุปผลออกมาก็ไม่มีการนำมาใช้ต่อ ทำให้กลายเป็นเพียงพิธีกรรม หากขาดความเชื่อมั่นจากภาคประชาชน และส่งผลกระทบต่อแนวทางที่รัฐอยากทำหรืออยากให้เป็น ฉะนั้นปัญหาความขัดแย้งในประเทศก็จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ถ้าสังคมตระหนักถึงจุดนี้ตรงกัน การปรองดองก็จะเกิดง่ายขึ้น”
คณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา มีโอกาสที่จะเกิดการปรองดองได้ค่อนข้างสูง เพราะมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ จุดนี้ทำให้มีพลังแฝงที่ขาดไม่ได้ และอาจส่งผลให้รูปแบบการปรองดองง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่จะนำไปสู่ความปรองดอง ต้องสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มีข้อมูล มีกระบวนการที่จะชี้ถูกชี้ผิด ว่าความรุนแรงต่างๆ หรือการสร้างความสับสนในสังคมเป็นฝ่ายไหนกระทำ
จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสอบสวน สืบสวนว่าใครผิด-ถูก จึงไปสู่กระบวนการปรองดอง เยียวยา ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เพราะถ้ากระบวนการใดกระบวนการหนึ่งผิดเพี้ยนไป การปรองดองจะเดินไปไม่ได้ และจะไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย







